เมื่อก๊าซเรือนกระจกล้นโลก
| เมื่อประเทศไทยต้องปรับตัว |
ช่วงวันที่ 29 มีนาคม ถึง 8 เมษายนที่ผ่านมา มีการประชุมว่าด้วยเรื่องการจัดการสิ่งแวดล้อมระดับโลก 2 งานใหญ่ด้วยกัน ที่กรุงบอนน์ ประเทศเยอรมนี นั่นคือ การเจรจาเพื่อจัดทำกติกาโลกฉบับใหม่ (Post Kyoto Regime) สำหรับการแก้ไขปัญหาโลกร้อน เพื่อมาแทนหรือปรับปรุงเพิ่มเติมพิธีสารเกียวโตที่จะสิ้นสุดพันธกรณีในปี 2012 หรือ AWG on Further Commitments for Annex I Parties under Kyoto Protocol (AWG-KP) ครั้งที่ 7 อีกงานคือ การประชุมนานาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศขององค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็นเอฟซีซีซี) ที่เรียกว่า AWG on Long Term Cooperative Action (AWG-LCA) ครั้งที่ 5 |
ในปีนี้ทั้งสองคณะนี้จะประชุมอีกสองครั้ง คือ ในช่วงเดือนมิถุนายน มีกรุงบอนน์ และในช่วง 28 กันยายน – 8 ตุลาคมนี้ ที่กรุงเทพฯ หลังจากนั้นก็จะเป็นการประชุมเจรจาเพื่อหาข้อสรุปในระดับประเทศสมาชิก ในช่วงเดือนธันวาคม ที่กรุงโคเปนเฮเกน ประเทศเดนมาร์ก
สำหรับการประชุม AEG-LCA เป็นการเจรจาภายใต้อนุสัญญาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลกทุกประเทศที่เป็นสมาชิกของอนุสัญญาฯ รวมทั้งสหรัฐอเมริกาจึงอยู่ในเวทีการเจรจาด้วยประเด็นหลักของการเจรจาครอบคลุม 4 เรื่องหลัก ได้แก่ การลดก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวรองรับผลกระทบกลไกทางด้านเศรษฐศาสตร์และด้านเทคโนโลยีเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อน และเป้าหมายร่วมกันในการลดก๊าซเรือนกระจก ในการเจรจาเรื่อง การลดก๊าซเรือนกระจก ครั้งนี้กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาและกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วยังคงมีจุดยืนและท่าทีไม่แตกต่างไปจากเดิม
กลุ่มประเทศกำลังพัฒนาได้เรียกร้องให้กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วเป็นผู้นำในการลดก๊าซเรือนกระจก และให้มีการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซอย่างชัดเจนทั้งในระยะกลาง (ปี 2020) และระยะยาว (ปี 2050) โดยยกประเด็นความรับผิดชอบของประเทศที่พัฒนาแล้วจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างมากมายในอดีต จนเกิดปัญหาโลกร้อนขึ้นในขณะนี้
ส่วนกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วได้พยายามชี้ให้เห็นถึงข้อมูลและแนวโน้มการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกที่ปล่อยมาจากกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา และได้แย้งว่าการลดก๊าซเรือนกระจกในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วแต่เพียงอย่างเดียวจะไม่เพียงพอต่อการแก้ไขปัญหาโลกร้อนที่เกิดขึ้น
สำหรับการประชุม AWG-KP เป็นการเจรจาภายใต้พิธีสารเกียวโต ซึ่งสหรัฐอเมริกายังคงไม่ได้เป็นภาคีสมาชิก มุ่งเน้นการลดก๊าซเรือนกระจกของประเทศที่พัฒนาแล้ว (ที่เรียกว่า Annex-I) ในช่วงหลังปี 2012 รวมทั้งประเด็นกฎหมาย และความเป็นไปได้ในการปรับแก้ไขเนื้อหาพิธีการสารเกียวโต รวมทั้งการเจรจาเกี่ยวกับกลไกยืดหยุ่นต่าง ๆ เช่น การซื้อขายก๊าซเรือนกระจก และเรื่องมาตรการแก้ไขปัญหา
นายฮาราลด์ โดฟแลนด์ ชาวนอร์เวย์ประธานคณะทำงานชุดนี้ สรุปว่า ที่ประชุมได้ยกร่างตัวบทเจรจาในช่วงเดือนมิถุนายน คือ ข้อเสนอสำหรับการแก้ไขพิธีสารเกียวโตในประเด็นพันธกรณีในช่วงต่อไปของกลุ่มประเทศ Anmex-I หลังพิธีสารเกียวโตและข้อเสนอสำหรับประเด็นอื่น ๆ เช่น กลไกยืดหยุ่นต่าง ๆ การประชุม AWG ครั้งต่อไปในเดือนมิถุนายนนี้จึงเป็นการประชุมที่สำคัญอย่างยิ่งสำหรับการกำหนดทิศทางและเนื้อหาของกติกาโลกเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อนในช่วงหลังปี 2012
นายบัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ ผู้ประสานงานโครงการพัฒนาความรู้และยุทธศาสตร์ด้านความตกลงพหุภาคีระหว่างประเทศด้านสิ่งแวดล้อมกล่าวว่า เวลานี้มีร่างกฎหมายของสหรัฐอเมริกาเรื่องการแก้ไขปัญหาเรื่องโลกร้อนต่อสาธารณะเนื้อหาส่วนหนึ่งในร่างกฎหมายฉบับนี้เป็นการปรับแก้ไขกฎหมาย Clean Air Act ของสหรัฐ เพื่อจัดตั้งระบบการซื้อขายก๊าซเรือนกระจกที่เรียกว่า Cap-and-Trade Program โดยในแต่ละปีนับตั้งแต่ปี 2012-2050 สำนักงานคุ้มครองสิ่งแวดล้อมของสหรัฐ (EPA) จะประกาศกำหนดปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่อนุญาตให้ปล่อยได้ ซึ่งจะมีปริมาณลดลงทุกปีในการกำหนดปริมาณก๊าซที่อนุญาตให้ปล่อย EPA อาจทำได้โดยการจัดสรรให้กับประเภทอุตสาหกรรมหรือกิจการที่เฉพาะเจาะจง หรือโดยการเปิดให้มีการประมูลซื้อ-ขาย
นายบัณฑูรกล่าวว่า เป้าหมายหลักของกฎหมายฉบับนี้ คือ การลดปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสหรัฐให้ลดลงต่ำกว่า 80% จากปริมาณที่ปล่อยในปี 2005 ให้เกิดผลสำเร็จภายในปี 2050 โดยเริ่มจากเป้าหมาย 6% ภายในปี 2020 เพิ่มเป็น 44% ภายในปี 2030 และเพิ่มเป็น 80% ในปี 2050 ทั้งหมดนี้จะครอบคลุมก๊าซเรือนกระจก 88% ของก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดที่ปล่อยอยู่ในประเทศสหรัฐแต่เนื่องจากปัญหาในด้านต้นทุนของลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในร่างกฎหมายจึงได้อนุญาตให้มีการขายคาร์บอนเครดิตแบบสมัครใจ (Carbon Offset) ซึ่งอาจดำเนินการภายในประเทศสหรัฐหรือระหว่างประเทศก็ได้ ในร่างกฎหมายได้กำหนดรายละเอียดของสัดส่วน Carbon Offset ไว้ในแต่ละช่วงเวลา เช่น ระหว่างปี 2012-2024 อาจดำเนินการลดก๊าซโดยใช้กิจกรรม Carbon Offset ได้เป็นสัดส่วน 30% โดยสามารถดำเนินการในระหว่างประเทศได้ 15% ”กลไกอีกส่วนหนึ่งของร่างกฎหมายฉบับนี้ ที่จะมีผลกระทบเชื่อมโยงมาสู่ประเทศไทยอย่างแน่นอน คือ การให้ตั้งโครงการงบประมาณสำรองระหว่างประเทศ (International Reserve Allowance Program – IRAs) และคณะกรรมาธิการว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศระหว่างประเทศ International Climate Commission (ICC) ขึ้นมา โดย ICC จะทำหน้าที่จัดทำบัญชีรายการประเทศและสินค้าที่ผลิตโดยใช้พลังงานสูงและค้าขายในตลาดระหว่างประเทศ ผู้นำเข้าสินค้าที่อยู่ในบัญชีดังกล่าวจะต้องยื่นแสดงปริมาณ IRAs เพื่อไปทดแทนปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่เกิดขึ้นจากการผลิตสินค้าที่นำเข้าสหรัฐ แต่หากเป็นสินค้าที่มิได้อยู่ในบัญชีรายการก็ไม่ต้องดำเนินการตามข้อกำหนดข้างต้น” นายบัณฑูรกล่าว
ประเทศที่อยู่จะนอกบัญชีรายการดังกล่าวได้ ต้องควบคุมและลดก๊าซเรือนกระจกอย่างเหมาะสม ซึ่งพิจารณาตัดสินโดย ICC หรือเป็นประเทศที่พัฒนาน้อยที่สุด หรือเป็นประเทศที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกไม่เกิน 0.5% ของปริมาณก๊าซเรือนกระจกทั้งโลก
นายศิริธัญญ์ ไพโรจน์บริบูรณ์ ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจกกล่าวว่าเวลานี้ประเทศไทยเริ่มตื่นตัวกับสินค้าหรือผลิตภัณฑ์ที่ช่วยลดภาวะโลกร้อน โดยองค์กรจะเข้าไปตรวจสอบสินค้าแต่ละชนิดที่เจ้าของร้องขอให้ไปตรวจสอบว่า สามารถลดปริมาณการผลิตก๊าซเรือนกระจกได้เท่าไรหรือที่เรียกว่า ติดฉลากคาร์บอน สินค้าที่ได้รับฉลากดังกล่าวต้องลดการผลิตก๊าซเรือนกระจกได้มากกว่า 10%
“ถือเป็นการปรับตัวให้เข้ากับโลกอย่างหนึ่งซึ่งในอนาคตนอกจากฉลากคาร์บอนแล้วยังมีคาร์บอนฟุตปรินต์ หรือการตรวจสอบต้นทางและกระบวนการผลิตทั้งหมดของสินค้านั้นว่าสร้าง หรือลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกได้เท่าไร แม้จะเป็นเรื่องของอาสาสมัคร แต่หากใครที่ต้องการจะส่งสินค้าไปยังประเทศที่มีกฎหมายลักษณะนี้ออกมาก็ต้องนำสินค้าตัวเองมาตรวจสอบ และต้องปรับปรุงเพื่อให้ได้ตามมาตรฐานที่ประเทศคู่ค้ากำหนดไว้” นายศิริธัญญ์กล่าว
ต่อจากนี้ประเทศไทยเราต้องรอดูว่า มหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา จะออกมาตรการอะไรเกี่ยวกับการแก้ปัญหาก๊าซเรือนกระจกล้นโลก แล้วกระทบกับเราในฐานะประเทศกำลังพัฒนา ในฐานะประเทศคู้ค้าสำคัญและในฐานะประเทศที่ต้องดิ้นรนให้อยู่รอดให้ได้อย่างไร
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันศุกร์ที่ 1 พฤษภาคม พุทธศักราช 2552 หน้า 10 | |