สามเหลี่ยมปะการัง พิมพ์ อีเมล์

สามเหลี่ยมปะการัง

แนวปะการังสำคัญของโลกกำลังสูญสลาย 

 

บทความจาก  คอลัมน์ โลกสามมิติ  ผู้เขียน บัณฑิต  คงอินทร์ หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน  ฉบับวันเสาร์ที่  23  พฤษภาคม  2552  หน้า 19 

 

แนวปะการังบริเวณสามเหลี่ยมปะการัง  Coral Triangle 

ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ระบบนิเวศทางทะเลที่สมบูรณ์ที่สุดในโลกจะสูญสลายไปจากโลกเมื่อสิ้นศตวรรษนี้  หากนานาชาติไม่ลงมือแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงของอากาศจากภาวะโลกร้อน  รวมทั้งการจับปลามากเกินขนาด และมลพิษทางทะเลอย่างมีประสิทธิภาพ 

 

          ความสูญเสียนี้จะทำให้ความสามารถในการผลิตอาหารของระบบนิเวศทางทะเลแห่งนี้ลดลง  80%  เมื่อไม่มีแนวปะการังปลาก็จะหมดไป ซึ่งจะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อวิถีชีวิตของผู้คนราว  100 ล้านคน   ชุมชนบริเวณแนวชายฝั่งจะแตกสลายและเศรษฐกิจจะถูกทำลาย ผู้คนจะทิ้งถิ่นฐานและอพยพเข้าสู่เขตเมือง 

          องค์การกองทุนสัตว์ป่าโลกสากล   (WWF)  เตือนไว้ในรายงานที่ชื่อว่า  The Coral  Triangle  and  Climate Change: Ecosystems, People and  Societies  at Risk 

          สามเหลี่ยมปะการัง  ครอบคลุมพื้นที่ชายฝั่งทะเล  แนวปะการัง และท้องทะเลของ 6 ประเทศ  คือ อินโดนีเชีย  ฟิลิปปินส์  มาเลเซีย  ปาปัวนิวกินี  หมู่เกาะโซโลมอน และติมอร์ตะวันออก พื้นที่เพียงแค่  2%  ของมหาสมุทรโลก  แต่ทว่ามีความอุดมสมบรูณ์และความหลากหลายทางชีวภาพมากจนได้ชื่อว่าเป็นป่าอะเมชอนใต้ท้องทะเล  ซึ่งหล่อเลี้ยงชีวิตผู้คนมากว่า  100 ล้านคน 

         ปะการังในท้องทะเลโลกอยู่ที่นี่มากถึง  30% และเป็นปะการังสปีชีส์ต่างๆ  มากถึง  76% ของสปีชีส์ทั้งหมด นอกจากนั้นแล้วปลาที่อาศัยอยู่ในแนวปะการังยังมีมากถึง 35% ของสปีชีส์ทั้งหมดด้วย 

         ก้นทะเลยังเป็นที่วางไข่ของปลาที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ  หลายชนิด  อาทิ ปลาทูน่า  เป็นต้น 

         อุณหภูมิของน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้น ระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้น และภาวะน้ำทะเลเป็นกรดในบริเวณกว้างเป็นตัวการทำลายแนวปะการัง

         ศาสตราจารย์โอฟ  โฮก-กุลด์เบิร์ก   หัวหน้าทีมศึกษาแนวปะกังและป่าโก่งกางในสามเหลี่ยมปะการังไปแล้ว 40%  ในระยะเวลา 40 ปีที่ผ่านมา และนั่นน่าจะเป็นการประมาณการที่ต่ำเกินไปด้วยซ้ำ ปัจจุบันเราได้รับผลจากการเปลี่ยนแปลงขณะที่อุณหภูมิเพิ่มขึ้นแค่  0.7  องศาเซลเซียส  และอะไรจะเกิดขึ้นถ้าอุณหภูมิเพิ่มขึ้นเป็น  2 หรือ 4 หรือ 6 องศาเซลเซียส 

         “บนโลกใบนี้  ผู้คนได้เห็นขุมทรัพย์ทางชีวภาพของสามเหลี่ยมปะการังถูกทำลายตลอดทั้งศตวรรษ  จากอุณหภูมิของน้ำทะเล  ความเป็นกรดและระดับน้ำทะเลที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว  ขณะที่ความสามารถในการฟื้นคืนสภาพของระบบนิเวศชายฝั่งก็เลวร้ายลงภายใต้การบริหารจัดการที่ลังเล  ความยากจนที่เพิ่มขึ้น ความไม่มั่นคงด้านอาหาร  หายนะทางเศรษฐกิจและผู้คนในแนวชายฝั่งอพยพเข้าสู่ตัวเมืองเพิ่มขึ้น” 

         ศาสตราจารย์โอฟ  โฮก-กุลด์เบิร์ก  คาดการณ์ว่าผู้คนหลายสิบล้านจะถูกสถานการณ์บีบบังคับให้ต้องอพยพจากชนบทและบริเวณชายฝั่งเข้าสู่ตัวเมืองเพราะสูญเสียที่อยู่อาศัย  อาหาร  และรายได้ซึ่งจะสร้างความกดดันต่อเมืองต่างๆ  ในประเทศนั้นๆ  รวมประเทศที่พัฒนาแล้วที่อยู่รอบข้างอย่างเช่น  ออสเตรเลียและนิวซีแลนด์ 

         Your browser may not support display of this image. ลิดา  เพต  ซอเด   หัวหน้าโครงการ  Coral  Triangle Initiative  ของ  WWF  กล่าวถึงปัญหานี้ว่า ถ้าเราไม่ทำอะไรเลย  จากนี้ไป  แนวปะการังกำลังจะสูญสลายไปเมื่อสิ้นศตวรรษนี้  ซึ่งผลกระทบต่อความมั่งคงทางด้านอาหารและชีวิตความเป็นอยู่มีความสำคัญอย่างยิ่ง 

         “บางตำแหน่งบริเวณสามเหลี่ยมปะการังเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับบรรดาปลาทั้งหลายอย่างแท้จริง  การอพยพของปลาทูน่าและเต่าในบริเวณสามเหลี่ยมปะการังจะไม่มีอีกในรุ่นต่อไป” 

          ด้าน  เจมส์  ลีฟ  ผู้อำนวยการระหว่างประเทศของ WWF กล่าวว่า  ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับทะเลในสามเหลี่ยมปะการังนั้นตกอยู่ภายใต้การคุกคามอย่างรุนแรงที่สุดจากการเปลี่ยนแปลงของอากาศและความกดดันของสิ่งแวดล้อมทั้งในระดับภูมิภาคและท้องถิ่นที่เพิ่มสูงขึ้นในอัตราที่น่าตกใจ  ปฏิบัติการอย่างเร่งด่วนในระดับนานาชาติและท้องถิ่นจะต้องลงมือโดยทีนทีเพื่อหลีกเลี่ยงหายนะของมนุษย์และสิ่งแวดล้อม 

         “ผู้นำโลกจะต้องให้การสนับสนุนประเทศต่างๆ  ในสามเหลี่ยมปะการังในความพยายามของพวกเขาที่จะปกป้องชุมชนที่เปราะบางส่วนใหญ่จากระดับน้ำทะเลที่สูงขึ้นและสูญเสียอาหารและชีวิตความเป็นอยู่โดยการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรทางทะเล และทำให้ข้อตกลงการลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกในที่ประชุมว่าด้วยสภาพภูมิอากาศของสหประชาชาติ  ณ  กรุงโคเปนเฮเกน  ในเดือนธันวาคม  ปีนี้ มีความก้าวหน้าอย่างมั่นคง” เขากล่าว 

         การลดก๊าชเรือนกระจกลง  80%  จากกระดับก๊าชเรือนกระจกในปี 1990  ให้ได้ภายในปี 2050  เป็นความจำเป็นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบที่เลวร้ายในบริเวณสามเหลี่ยมปะการัง  บ้านของแนวปะการังมากกว่าครึ่งโลกและแหล่งที่อยู่สำคัญของสิ่งมีชีวิตในทะเลบริเวณนี้  นอกจากนั้นชุมชนท้องถิ่นและรัฐบาลของประเทศต่างๆจะต้องควบคุมการจับปลาที่มากเกินไปรวมทั้งการปล่อยมลพิษด้วย  รายงานระบุ 
 

                          

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้419
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้1002
mod_vvisit_counterรายเดือน8981
mod_vvisit_counterทั้งหมด148730