ปลูกป่าชายเลน พิมพ์ อีเมล์

ปลูกป่าชายเลน

สร้างภูมิคุ้มกันวิกฤตโลกร้อน 

 

บทความจาก   หนังสือพิมพ์  มติชนรายวัน  วันพุธที่  17  มิถุนายน  2552  หน้า 21

ผลพวงหนึ่งของสภาวะโลกร้อน คือน้ำทะเลที่หนุนสูงขึ้นเรื่อยๆ  จากน้ำแข็งขั้วโลกที่ค่อย ๆ หลอมละลายลงทุกที  แม้ว่าชายฝั่งของประเทศไทยจะอยู่ไกลจากฝั่งขั้วโลก   แต่สภาวะโลกร้อนก็ส่งผลกระทบต่อบ้านเราอย่างคาดไม่ถึง

          นักวิจัยสำรวจพบว่า  แนวชายฝั่งทะเลแถบอ่าวไทยถูกน้ำทะเลกลืนกินไปมาก โดยเฉพาะในแถบ จ.สมุทรสาคร  ที่กำลังประสบกับวิกฤตดังกล่าวอย่างหนัก 
 

          สิ่งหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดกันมากกว่าจะเป็นแนวทางหนึ่งในการช่วยบรรเทาเท่าปัญหา  คือ  “การปลูกป่าชายเลน”       

การปลูกป่าชายเลนเปรียบเสมือนการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง เมื่อถึงวันนั้นอย่างน้อยเราก็มีภูมิคุ้มกันที่แข็งแกร่งที่จะต่อสู้กับความรุนแรงที่อาจมากระทบกับเราทั้งโดยตรงและโดยอ้อม 
 

          ทั้งนี้  นอกจากจะเป็นแนวป้องกันน้ำทะเลที่เซาะพื้นดินเข้ามาแล้ว  ป่าชายเลนยังเป็นแหล่งอาหารและแหล่งอนุบาลสัตว์น้ำชั้นดีที่ธรรมชาติรังสรรค์ไว้ให้ 
 

          บริษัท  เจริญโภคภัณฑ์อาหาร  จำกัด (มหาชน)  หรือซีพีเอฟ  จึงได้จัดโครงการ  “999  ต้นกล้า คืนสู่เฉลิมพระเกียรติ” ขึ้นโดยให้โรงงานผลิตสัตว์น้ำมหาชัย จ.สมุทรสาคร เป็นหน่วยงานหลักในการจัดกิจกรรมนี้ เพื่อสร้างแนวป่าชายเลนที่สามารถป้องกันทะเลท่วมเข้าหาชายฝั่ง  และเพิ่มแหล่งเพาะพันธุ์สัตว์น้ำสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  และพระราชเสาวนีย์สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์  พระบรมราชินีนาถ  โดยทางบริษัทได้ร่วมมือกับองค์การบริหารส่วนตำบลบางโทรัด  และสถานีตำรวจภูธรบางโทรัด  จ.สมุทรสาคร  เพื่อปลูกต้นโกงกางใน  พื้นที่ริมทะเล จ.สมุทรสาคร  
 

         นาย  ฤาชา   สิงขรรัมย์   ผู้ช่วยผู้จัดการโรงงานผลิตอาหารสัตว์น้ำมหาชัยในเครือซีพีเอฟ เล่าให้ฟังถึงโครงการดังกล่าวว่า  ปกติทางซีพีเอฟ มีโครงการเกี่ยวกับการปลูกป่าชายเลนเป็นประจำทุกปีตั้งแต่ปี  พ.ศ. 2536 ซึ่งที่บางโทรัดเองก็จัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้นเป็นครั้งที่ 2 เพราะปีที่แล้วมีชาวบ้านให้ความสนใจเข้าร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก   และเรียกร้องให้จัดกิจกรรมครั้งนี้ขึ้นอีก 
 

         “เราอยากกระตุ้นให้พนักงานและคนในชุมชนเกิดความรู้สึกรักและหวงแหนป่าที่พวกเขาปลูกด้วยตัวเอง  ซึ่งความรู้สึกนี้เองจะทำให้เกิดการเอาใจดูแลรักษาต้นโกงกางเหล่านี้ให้เติบโตได้อย่างยั่งยืนต่อไป”  นายฤาชากล่าว 
 

          และเพื่อให้กิจกรรมในวันนั้นมีสีสันมากขึ้น  ทางผู้จัดงานเองได้แบ่งทีมออกเป็น 4 ทีม เพื่อค้นหาทีมที่ปักต้นโกงกางได้อย่างเป็นระเบียบ  สวยงาม  และวางระยะห่างของต้นให้ห่างกันราว 1 เมตร โดยมีต้นกล้าให้ทีมละ  250 ต้น เพื่อนำไปลงพื้นที่ที่เตรียมไว้ 
 

          แม้ว่าในวันนั้นอากาศจะร้อนอบอ้าว  แต่พนักงานซีพีเอฟ  ชาวบ้าน รวมทั้งคนในเครื่องแบบจากสถานีตำรวจภูธรบางโทรัดต่างพร้อมใจกันถอดเครื่องแบบออก  บรรจงปักต้นโกงกางลงบนพื้นที่ว่างชายเลน  ที่มองผิวเผินก็เหมือนกับผืนดินทั่วไปแต่เมื่อย่ำลงไปกลับลึกถึงหัวเข่า

          นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการประกวดมิสเตอร์โกง  (ที่ชื่อไม่ค่อยเป็นมงคลเท่าไร) และมิสซิสกาง เพื่อหาผู้ปลูกป่าชายเลนขวัญใจของพนักงานซีพีเอฟ 

          ขณะที่  พ.ต.ท.อนันต์  สุขเจริญ   ผู้กำกับการสถานีตำรวจภูธรบางโทรัด  พูดถึงภารกิจพิเศษของตำรวจในวันนี้อย่างอารมณ์ดีว่าวันนี้สถานีตำรวจภูธรบางโทรัดแทบจะยกโรงพักมาไว้ที่ป่าชายเลนแห่งนี้เลยทีเดียว  เพราะชุมชนที่นี่ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกับเราและป่าชายเลนเองก็ทำหน้าที่คล้ายกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ  ที่ต้องเป็นรั้วอันแข็งแกร่ง  ขณะเดียวกันก็ให้ความร่มเย็นแก่บางโทรัด ที่เสมือนเป็นบ้านของเรา 
 

         “พนักงานทุกคนที่ร่วมกันปลูกป่าที่นี่  ก็เหมือนครอบครัวของชาวสมุทรสาคร  เพราะพวกเขาไม่ได้ใช้ประโยชน์จาก จ.สมุทรสาครอย่างเดียว  แต่ยังได้ปลูกป่าชายเลนคืนให้กับพื้นที่ของเราด้วย” พ.ต.ท. อนันต์กล่าวถึงชาวพีเอฟที่เป็นเจ้าภาพใหญ่ในการจัดงานนี้ 
 

          ทางด้าน  กาหลง  อุทัยพิบูลย์ อายุ 52  ปี  ชาวบ้านบางโทรัด  ซึ่งมีอาชีพทำนาเกลือสะท้อนให้เห็นภาวะโลกร้อนที่ค่อยๆ  รุกคืบเข้ามาใกล้ตัวทุกขณะว่า  สิ่งหนึ่งที่เห็นได้ชัดถึงความเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำทะเลระยะไม่กี่ปีที่ผ่านมาการทำนาเกลือได้ผลผลิตน้อยลง  เนื่องจากพื้นที่ที่เคยเป็นนาเกลือ  ถูกน้ำทะเลชซัดหายไปส่วนหนึ่ง ส่วนการขุดเกลือนั้น ขุดเท่าไหร่ก็ได้รายได้ไม่คุ้ม เพราะราคาเกลือเองก็ตกต่ำไปตามสภาวะเศรษฐกิจ 
 

         ครอบครัวของเกาหลงจึงต้องหาอาชีพเสริมด้วยการจับสัตว์น้ำ  จับปูแสม  ก็ไม่ได้ช่วยให้มีรายได้เพิ่มขึ้นมาก  เพราะพื้นที่อนุบาลสัตว์น้ำอย่างป่าชายเลนมีไม่เพียงพอกับประชาชนในแถบนี้  ที่ทำอาชีพในแบบเดียวกันหมด 
 

         “การปลูกป่าชายเลนเพิ่ม  นอกจากจะทำให้เรามีรายได้มากขึ้นจากอาชีพเสริมแล้วยังทำให้นาเกลือซึ่งเป็นหัวใจของบางโทรัดยังคงอยู่ต่อไปได้ด้วย  สำหรับคนแถวนี้  ป่าชายเลนนอกจากจะเป็นแหล่งทำมาหากินแล้ว  ยังเป็นชีวิตของพวกเขาอีกด้วย”กาหลงกล่าวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม 
 
          งานนี้เนื้อตัวของทุกคนต่างก็เปรอะเปื้อนไปด้วยโคลน  ไม่ว่าจะเป็นระดับผู้บริหาร  นายก  อบต.  ไปจนถึงชาวบ้านแต่บรรยากาศก็อวลด้วยความสุข  เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ 
 

         ด้วยความหวังสักวันหนึ่งป่าชายเลนที่พวกเขาบรรจงปลูกเองกับมือคงจะเติบใหญ่  กลายเป็นแหล่งทำทาหากินที่อุดมสมบรูณ์และเป็นที่พึ่งพิงของชาวบ้านได้แม้ยามที่ต้องเผชิญกับวิกฤตของภัยธรรมชาติก็ตาม 
 

สุภชาติ   เล็บนาค

 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้452
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้797
mod_vvisit_counterรายเดือน26178
mod_vvisit_counterทั้งหมด113308