| 22 กรกฎาคม สึนามิถล่มไทย เรื่องที่ต้องฟังหูไว้หู |
|
|
22 กรกฎาคม สึนามิถล่มไทย เรื่องที่ต้องฟังหูไว้หูบทความจาก หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 หน้า 21
ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยภัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต เจ้าของงานวิจัยเรื่องน้ำจะท่วมกรุงเทพฯ ได้อธิบายถึงเรื่องสึนามิ ว่า ทางศูนย์ฯ ได้รับข้อมูลทางอินเตอร์เน็ตเช่นเดียวกัน แงละไม่ได้นิ่งนอนใจจึงได้ทำการวิเคราะห์ และประเมินความเป็นได้ และความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นกับประเทศไทย กล่าวคือ ในอดีตเคยเกิดเหตุการณ์แผ่นดินไหวบริเวณนี้ประมาณ 7 ครั้ง ตั้งแต่ ค.ศ. 1677,1781, 1852, 1872, 1915, 1924, 1934 โดยเฉพาะในปี ค.ศ. 1781 มีรายงายว่าเหตุการณ์ทำให้ชาวไต้หวันเสียชีวิตกว่า 40,000 คน อัตราการมุดตัวบริเวณรอยต่อของแผ่นเปลือกโลกฟิลิปปินส์กับยูเรเซีย มีค่าเฉลี่ยประมาณ 87 มม./ปี ในอดีตตั้งแต่ปี คศ. 1560 ยังไม่เคยเกิดแผ่สนดินไหวขนาดใหญ่ มากกว่า 7.8 ริคเตอร์ ปัจจุบันมีการมุดตัวสุทธิ 38 เมตร (เมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ 9.5 ริคเตอร์ที่ประเทศชิลี ในปี ค.ศ. 1960 มีการการมุดตัว 40 เมตรแผ่นดินไหวอันดามัน ค.ศ. 2004 แรงสั่นสะเทือน 9.3 ริคเตอร์ มีการมุดตัว 20 เมตร) “ดังนั้น โอกาสเกิดแผ่นดินไหวขนาดใหญ่บริเวณหมู่เกาะฟิลิปปินส์จึงมีสูง แต่ไม่รู้เมื่อไหร่” เสียง ดร.เสรี กล่าว กระนั้น จากการศึกษาผลการคาดการณ์จากผู้เชี่ยวชาญสหรัฐ ดร.เสรีบอกว่า มีการระบุเช่นกันว่าภายในปี พ.ศ 2553 นี้จะเกิดแผ่นดินไหวขนาดรุนแรงกว่า 7.0 ริคเตอร์ ในบริเวณหมู่เกาะฟิลิปปินส์ “จึงเกิดคำถามตามมาว่า ถ้ามันเกิดขึ้นจริง ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไร ซึ่งศูนย์ฯได้ทกการสร้างแบบจำลองคณิตศาสตร์คอมพิวเตอร์ สมมุติเหตุการณ์เกิดขึ้น ทำให้เราสารมารถประเมินเวลาในการเดินทางของคลื่น รวมทั้งความสูงคลื่นที่เข้าปะทะชายฝั่งได้ ซึ่งผลการวิเคราะห์พบว่า ประเทศฟิลิปปินส์จะได้รับความเสียหายมากที่สุด เนื่องจากอยู่ใกล้กับจุดกำเนิดแผ่นดินไหว ความสูงคลื่นมากกว่า 8 เมตร และเข้ามาภายใน 10 นาที บริเวณที่อาจจะได้รับผลกระทบที่รุนแรงก็มี ประเทศฮ่องกง มาเก๊า และจีนตอนใต้ (ประมาณ 6-8 เมตร) ส่วนประเทศไต้หวัน และประเทศเวียดนามประมาณ 4-6 เมตร” สำหรับประเทศไทยนั้น ดร.เสรีบอกว่า ประเทศไทยอยู่ห่างจากรอยเลื่อนมะนิลาประมาณกว่า 2,000 กิโลเมตร ประกอบกับน่านน้ำของประเทศมีความลึกน้อย (น้อยกว่า 100 เมตรเปรียบเทียมบริเวณหมู่เกาะฟิลิปปินส์ซึ่งลึกประมาณ 4,000 เมตร) คลื่นจึงใช้เวลาในการเดินทางนาน และสูญเสียพลังงานไปมากก่อนจะเคลื่อนตัวเข้าปะทะชายฝั่งทะเลประเทศไทยโดยชายฝั่งทะเลจังหวัดนราธิวาส ปัตตานี และสงขาจะมีคลื่นสูงเกือบ 1 เมตร ภายในเวลา 14 ชั่วโมงหลังจากการเกิดแผ่นดินไหว คลื่นยังคงเคลื่อนตัวผ่านชายฝั่งจังหวัดนครศรีธรรมราช สุราษฏร์ธานี ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบุรี โดยมีความสูงคลื่นประมาณ 0.50-1.0 เมตร และจะปะทะเกาะสมุย และเกาะพะงัน ภายในเวลา 16 ชั่วโมง จากนั้นคลื่นยังคงเคลื่อนตัวอย่างช้าๆ เข้าสู่บริเวณอ่าวไทยภายในเวลา 18 ชั่วโมง โดยมีความสูงคลื่นน้อยกว่า 0.50 เมตรตั้งแต่ชายฝั่งทะเลจังหวัดตราด ระยอง พัทยา ชลบุรี รวมถึงบริเวณปากแม่น้ำเจ้าพระยา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยธรรมชาติ มหาวิทยาลัยรังสิต อธิบายต่อว่า แม้ว่าความสูงคลื่นสึนามิจะไม่มากเมื่อเปรียบเทียบกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบริเวณชายฝั่งทะเลอันดามัน แต่คลื่นสึนามิเป็นคลื่นยาวที่มีพลังงานมากกว่าคลื่นชายหาดทั่วไป เปรียบได้กับรถไฟ ( คลื่นสึนามิ ) กับรถยนต์ (คลื่นทั่วไป) ที่วิ่งมาชนเรา “วันที่ 22 กรกฎาคม เขาว่าแผ่นดินมันมุด 40 เมตร แล้วที่รอยเลื่อนฟิลิปปินส์ เขาถึงคาดการณ์ว่ามันจะเกิดปีนี้ เราก็ไม่รู้เกิดจริงหรือไม่จริง แต่ถ้ามันเกิดขึ้นมาสงขงลา ปัตตานี ปะทะคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ความแรงขนาดธรรมดา ต้องหนีขึ้นฝั่งอย่างเดียว คลื่นจะสูงเท่าไหร่เราคำนวณไว้หมดแล้ว ซึ่งจะต้องประกาศเตือนประชาชนให้ทราบ “ในอดีตมีผู้เสียชีวิตจำนวนมากจากคลื่นสึนามิไม่สูงมากนักในต่างประเทศ ดังนั้นจึงเป็นอันตราย ถึงชีวิตหากไม่หนีขึ้นฝั่งประกอบกับความเร็วกระแสน้ำที่มากับคลื่นอาจจะทำให้เรือต่างๆ ที่จอดอยู่เกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้น จึงต้องเฝ้าติดตามระบบเตือนภัยอย่างใกล้ชิด และหากเกิดขึ้นจริงอย่าว่ายน้ำ หรืออยู่ตามชายฝั่งเป็นอันขาด” เสียงเข้มๆ กล่าวเตือน และยังบอกด้วยว่า อย่าลืมว่าแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำให้เกิดคลื่นสึนามิตามมาทุกครั้งกลไกการเกิดมีความสลับซับซ้อน และแม้ว่าปัจจุบัน เราไม่สามารถพยากรณ์การเกิดแผ่นดินไหวในระยะสั้นได้ ( น้อยกว่า 1 ปี ) แต่เมื่อแผ่นดินไหวเกิดขึ้นเราสามารถพยากรณ์และเตือนภัยการเกิดคลื่นสึนามิได้ ทั้งนี้เนื่องจากคลื่นแผ่นดินไหวมีความเร็วมากกว่าคลื่นสึนามิ ทำให้สามารถตรวจรับ และวิเคราะห์ข้อมูลแผ่นดินไหว ก่อนที่คลื่นสึนามิจะเดินทางมาถึง อย่างไรก็ตาม ระบบตรวจวัดโดยทุ่นลอย หรือสถานีวัดคลื่นมีความจำเป็นในการยืนยันการเกิดสึนามิได้แม่นยำที่สุด ดอกเตอร์นักวิจัยเรื่องน้ำ กล่าวตบท้ายด้วยสุภาษิตของชาวญี่ปุ่น ว่า “ ภัยพิบัติจะมาเมื่อเราลืมมัน” ดังนั้นทุกคน ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จึงต้องเรียนรู้ ฝึกฝนทบทวนการปฏิบัติงานอยู่ตลอดเวลาเพื่อให้สามารถเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ได้ทุกเวลา และทุกสถานที่่ เช่นเดียวกับเหตุการณ์ 22 กรกฎาคมที่คาดว่าจะเกิดสึนามิ หากเตรียมพร้อมรับมืออย่างเต็มที่แล้วความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิย่อมมีอย่างแน่นอน แม้ว่าเหตุการณ์จะเกิดขึ้นหรือไม่ก็ตาม สกุณา ประยูรศุข
|
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|






