ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
จับตาพิธีสารลดโลกร้อนฉบับใหม่ พิมพ์ อีเมล์

จับตาพิธีสารลดโลกร้อนฉบับใหม่

บทความจาก หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 หน้า 4



จากการประชุม AWG-KP: และ AWG-LCA:6 ระหว่างวันที่ 1-12 มิถุนายนที่ผ่านมา ณ กรุงบอนน์สาธารณรัฐเยอรมนี เพื่อจัดทำกรอบกติกาโลกฉบับใหม่ที่จะใช้ดำเนินการเพื่อรับมือแก้ไขปัญหาโลกร้อนหลังปี ค.ศ. 2012 มีประเด็นการเจรจาหลายเรื่องที่มีความก้าวหน้าและผลที่เกี่ยวโยงถึงประเทศไทย ซึ่ง ดร.ชโลทร แก่นสันติสุขมงคล นักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ในฐานะนักวิจัยในชุดพัฒนาความรู้ และยุทธศาสตร์ความตกลงพหุพาคีด้านสิ่งแวดล้อมและยุทธศาสตร์ลดโลกร้อน (MEAs lntelligence Unit) สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ฝ่ายสวัสดิภาพสาธารณะ ได้นำเสนอให้เห็นภาพของการประชุมในต่างประเทศที่มีความก้าวหน้าและเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ

“ที่กรุงบอนน์ผลการประชุม AWG-KP:8 มีความก้าวหน้าพอสมควรในแง่เนื้อหาเรื่องตัวเลขการลดก๊าชเรือนกระจก ที่ประชุมได้เริ่มกระบวนการพิจารณาเป้าหมายลดก๊าชเรือนกระจกของประเทศพัฒนาแล้ว ทั้งในแง่เป้าหมายรวมและรายประเทศ” ดร.ชโลทรสรุป พร้อมระบุ ประธานขอให้ผู้แทนประเทศต่างๆ ที่ยืนข้อเสนอเกี่ยวกับตัวเลขเป้าหมายลดก๊าชของประเทศในภาคผนวก 1 ให้คำอธิบายเกี่ยวกับที่มา วิธีพิจาณา พร้อมเปิดโอกาสให้ประเทศอื่นๆ อภิปรายและชักถามข้อสงสัย

นักวิชาการผู้นี้ยังระบุว่าในภาพมีข้อเสนอวิธีการกำหนดตัวเลขเป้าหมายสองแนวทาง โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วเสนอให้แต่ละประเทศกำหนดเป้าหมายให้เหมาะสมกับสภาวการณ์ภายในของประเทศ และไมให้ประเทศใดประเทศหนึ่งรับภาระมากจนเกินไป ซีกกลุ่มประเทศ G77 เสนอให้พิจาณาความจำเป็นทางวิทยาศาสตร์ในการกำหนดเป้าหมายรวม หากต้องการจะบรรลุเป้าหมายการควบคุมการปล่อยก๊าชเรือนกระจกของมนุษย์ไม่ให้ถึงระดับเป็นอันตรายต่อระบบภูมิอากาศ ตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศ(UNFCCC) และทำการจัดสรรระหว่างประเทศ โดยใช้เกณฑ์ที่เป็นภววิสัย ในที่นี่หมายถึงเกณฑ์ที่สามารถคำนวณได้

จากงานวิจัยต่างๆ ที่กลุ่มประเทศ G77 นำมาใช้ในการประชุม ดร.ชโลทรสรุปว่า ประเทศพัฒนาแล้วต้องลดการปล่อยก๊าชเรือนกระจกให้ได้ถึงร้อย 25-40 ภายในปี 2020 จากอัตราที่ปล่อยในปี 2020 และทำให้ได้ร้อยละ 80-95 ภายในปี 2050 เพื่อที่จะคงความเข้มข้นของก๊าชคาร์บอนไซด์ในบรรยากาศที่ 450 ppm นี่คือตัวเลขที่คุยกันมากทีสุด

นอกจากนั้นประเทศพัฒนาแล้วบางประเทศเสนอตัวเลขลดการปล่อยก๊าช เช่น สหภาพยุโรป (EU) ลดร้อยละ 20-30 ภายในปี 2020 จากอัตราที่ปล่อยในปี 1990 นอร์เวย์ ลดร้อยละ 30 สวิตเซอร์แลนด์ลดร้อยละ 20-30 ยูเครนเสนอลดร้อยละ 17 ญี่ปุ่นร้อยละ 15 จากอัตราที่ปล่อยในปี 2005 แคนาดา ลดร้อยละ 20 จากอัตราที่ปล่อยในปี 2006 ด้านออสเตรเลีย จะลดร้อยละ 5-25 ภายในปี 2020 จากอัตราที่ปล่อยในปี 2000

แล้วยังมีตัวเลขเป้าหมายการลดก๊าชรวมของประเทศพัฒนาแล้วทีมีการนำเสนอ ซึ่ง ดร.ชโลทรได้ประมวลข้อเสนอต่างๆ มาบอกด้วยว่า ร้อยละ 25 คือ ตัวเลขขั้นต่ำสุดที่ประเทศพัฒนาแล้วเสนอ ส่วนกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา (G77) ส่วนใหญ่เสนอให้เสนอให้ร้อยละ 40 ประเทศหมู่เกาะซึ่งจะได้รับผลกระทบรุนแรงจากภาวะโลกร้อนก็เสนอให้ลดร้อยละ 45 ยังฟิลิปปินส์เสนอให้ลดร้อยละ 50 ภายในปี 2020 จากอัตราที่ปล่อยในปี 1990 และอินเดียเสนอให้ประเทศพัฒนาแล้วลดร้อยละ 79.2 ภายในปี 2020 จากปี 1990

ประเด็นจำนวนและระยะเวลาของข้อผูกมัด ก็มีกลุ่มที่เสนอ 5 ปี ระบุว่า ความรู้เกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงของภูมิอากาศเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว ระยะ 5 ปี จะเข้าพอดีกับการกำหนดการของรายงาน IPCC ฉบับที่ 5 ขณะที่อีกกลุ่มเสนออยู่ที่ 8 ปี ต้องการให้สัญญาณระยะยาวสำหรับภาคเอกชน ในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เสนอพิจารณาปรับได้กลางทาง ถ้าถามตน เห็นด้วยกับข้อเสนอ 5 ปีที่สุดเพราะความรู้จากงานวิจัยเปลี่ยนแปลงตลอด ถ้ามีการกำหนดพันธกรณีบังคับใช้แล้วอย่างยาวนานจนเกินไป จะไม่สามารถปรับตัวได้  

เนื้อหาอีกส่วนหนึ่งในการประชุมเป็นการถกกันเรื่องปีฐานในการกำหนดเป้าหมายโดยกลุ่ม G77 กลุ่ม EU และกลุ่มประเทศยุโรปตะวันออกมีแนวโน้มสนับสนุนการใช้ ปี 1990 เป็นฐานตามเดิม ซึ่งเป็นปีเดียวกับที่พิธีสารเกียวโตกำหนดไว้

นักวิจัยคนเดิมยังกล่าวถึงเกณฑ์การจัดสรรพันธกรณีระหว่างประเทศ ซึ่งกลุ่ม G77 มีแนวโน้มจะสนับสนุนการคำนวณโดยใช้สูตรหลัก ซึ่งกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วโจมตีคัดค้าน อ้างความเป็นรัฐอธิปไตย สูตรที่ประเทศใดประเทศหนึ่งเสนอไม่สามารถบังคับใช้กับประเทศอื่นๆ ได้เพราะแต่ละประเทศมีแนวทางกำหนดหลักสูตรของตัวเอง หลักเกณฑ์ในการจัดสรรที่นำเสนอกัน มีตั้งแต่ความรับผิดชอบของการปล่อยก๊าชเรือนกระจกในอดีต การปล่อยก๊าชในปัจจุบัน อัตราปล่อยก๊าชเรือนกระจกต่อจีดีพี ความรับผิดชอบในอนาคตจนกระทั่งความเติบโตของจำนวนประชากร

และที่สำคัญคือ ดร.ชโลทร เผยว่า การประชุม AWG-KP: 8 ที่บอนน์ เห็นข้อเสนอพิธีสารใหม่ภายใต้ UNFCCC ที่ถูกวางบนโต๊ะ “ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย อเมริกา ทูวาลูและคอสตาริกา เสนอให้ประเทศกำลังพัฒนาต้องมีภาระในการลดก๊าชเรือนกระจก ถือเป็นการขยายกรอบพันธกรณีให้กว้างกว่าประเทศในภาคผนวก 1 ส่วนออสเตรเลียและ EU เสนอให้เพิ่มก๊าชเรือนกระจกอีก 3 กลุ่มก๊าช จากเดิมที่กำหนดไว้ 6 กลุ่ม

แล้วยังมีข้อเสนอการปรับแก้พิธีสารเกียวโตในส่วนที่เกี่ยวกับเป้าหมายการลดปล่อยก๊าชเรือนกระจก โดยเป็นการเคลื่อนไหวของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา 37 ประเทศ ล่ารายชื่อให้ประเทศอื่นๆ สนับสนุนตัวเลขการลดปล่อย ของประเทศพัฒนาแล้ว ให้ลดร้อยละ 40 ภายในปี 2020 จากอัตราที่ปล่อยในปี 1990 ขณะที่ประเทศไทยสงวนท่าทีในการเข้าร่วมกับข้อเสนอของกลุ่ม 37 ประเทศนี้

“ตัวเลขซึ่งโฟกัสกันอยู่ให้คงที่ที่ 450 pm เพื่ออุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ไห้เพิ่มขึ้น 2 องศา หลายประเทศพอใจ แต่บางประเทศเสนอให้คาร์บอนในบรรยากาศเข้มข้นกว่านี้ ผมเห็นว่า 2 องศา มีโอกาส 50:50 ที่จะล้ำเส้นสู่ระดับอันตราย เกิดหายนะของโลก ถ้าจะบรรเทาความรุนแรงของเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศต้องกำหนดจุดที่ก๊าชคาร์บอนในบรรยากาศคงที่ในอัตราทีต่ำกว่านี้”

ดร.ชโลทรทิ้งท้ายว่า หากประเทศนอกภาคผนวกที่ 1 ต้องลดการปล่อยก๊าช ประเทศพัฒนาแล้วต้องทำมากกว่าเราและถ้าทำร่วมกัน มีความจำเป็นต้องพัฒนาเทคโนโลยีมากขึ้น ไม่มีใครเสียเปรียบกันมากนัก ขึ้นกับการเตรียมมาตราการความพร้อม และวางแผนรับมือ ที่จะมีพันธกรณีในอนาคต ทั้งแผนการใช้ไฟฟ้า อุตสาหกรรม เกษตร คมนาคม ฉะนั้น เมื่อใดที่ไทยต้องลดการปล่อยก๊าชในประเทศ ก็แสดงว่าประเทศกำลังพัฒนาส่วนใหญ่ต้องทำ ถือเป็นการการะจ่ายภาระ อย่างไรก็ตาม มีประเด็นการเจรจาหลายเรื่องที่มีผลกระทบต่อประเทศไทย อยากให้รัฐบาลมีนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับเรื่องนี้ หากต้องมีพันธกรณีในอนาคต

อย่างไรก็ดี ในการเจรจาที่บอนน์ครั้งนี้ นอกจากความก้าวหน้าเรื่องการลดก๊าชของประเทศพัฒนาพัฒนาแล้วจากเวที AWG-KP:8 ยังมีการประชุม AWG-LCA : 6 เป็นวิสัยทัศน์ร่วมสำหรับความร่วมมือระยะยาวในการลดภาวะโลกร้อนทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา

อารีย์ วัฒนาทุมมาเกิด  สำนักงานประสานการจัดการการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) นำเสนอความก้าวหน้าของการเจรจาให้ฟ้งว่า ความร่วมมือในการลดปล่อยก๊าชเรือนกระจก ยึดหลักมีส่วนร่วมในระดับที่แตกต่าง โดยประเทศที่พัฒนาแล้วจะต้องเป็นผู้นำในการลดก่อน และอุณหภูมิของโลกสูงไม่เกิน 1.5-2 องศาเซลเซียส และความเข้มข้นของก๊าชเรือนกระจกในชั้นบรรยายอากาศอยู่ระหว่าง 350-450 ppm ในระยะสั้นกลุ่มประเทศ G77 และจีนเรียกร้องให้ลดการปล่อยจากปีฐาน 1990 ภายในปี 2020 ระยะกลางให้ลดร้อลยละ 70-95 ภายในปี 2050 บนพื้นฐานและข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ด้านสหภาพยุโรปเรียกร้องให้ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถึงร้อยละ 30 ภายในปี 2020 ในระยะยาวให้ใด้ร้อยละ 50 ภายในปี 2050 ด้านประเทศในกลุ่มหมู่เกาะเรียกร้องให้ลดร้อยละ 45 โดยเน้นให้เห็นถึงผลกระทบ ซึ่งจะรุนแรงและยิ่งขึ้น จะเห็นว่าตัวเลขใกล้เคียงกับการประชุม AWG: KP 8  

“ประเทศที่กำลังพัฒนาเน้นว่า ประเทศในภาคผนวกที่ 1 ทุกประเทศต้อดำเนินการพันธกรณี Key: Word คือ เรียกร้องให้ประเทศพัฒนาแล้วลดก๊าชเรือนกระจกภายใต้ความรับผิดชอบของการปล่อยก๊าชในอดีต และที่สะดุดตาในการประชุมที่บอนน์มีการหารือแนวทางในการลดก๊าซ Text เกี่ยวกับข้อตกลงหรือการดำเนินการด้านลดก๊าชของประเทศกำลังพัฒนา เอกสารหนามากและมี Option มาก แต่ Text ประเทศพัฒนาแล้วบางมาก นี่เป็นสิ่งที่เราต้องระวัง” อารีย์กล่าว

ประเด็นการปรับตัวที่ประชุมก็มีข้อเสนอที่น่าสนใจจากหลายประเทศ อารีย์ได้สรุปว่า กลุ่ม G77 และจีน เน้นถึงความจำเป็นเรื่องการปฏิบัติการภายในประเทศและระหว่างประเทศ ด้านประเทศพัฒนาแล้วเรียกร้องว่า การลดและการปรับตัว ทั้งสองสิ่งนี้ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ส่วนไทยเรียกร้องเสนอให้กลุ่มประเทศในภาคผนวกที่ 2 สนับสนุนเงินที่เกี่ยวข้องกับการปรับตัว ด้านญี่ปุ่นแคนาดา และออสเตรเลีย เสนอการจัดทำและกำหนดกรอบทางด้านกฎหมายของการปรับตัว นิวซีแลนด์ รัสเชีย ระบุชัดการปรับตัวระดับภูมิภาค และศูนย์พัฒนาความรู้ทางด้านสภาพภูมิอากาศ

แล้วยังมีอินเดียกำหนดว่า แหล่งทรัพยากรทางการเงินจะต้องจัดหามาจากประเทศที่พัฒนาแล้วพร้อมกับคัดค้านการทบทวนแผนการปรับตัวระดับประเทศ และที่ส่งเสียงดัง คือ แอลจีเรีย ชาอุดิอาระเบีย กลุ่มประเทศน้ำมันโอเปกชี้ว่าผลกระทบที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และผลกระทบจากมาตรการตอบสนองการแก้ปัญหาโลกร้อน เป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกัน ไม่ควรพิจารณาแยกส่วน เพราะกลุ่มประเทศเหล่านี้รายได้หายไปเนื่องจากมาตรการลดน้ำมัน

ส่วนเรื่องการพัฒนาและถ่ายทอดเทคโนโลยีสนับสนุนการลดปล่อยก๊าชและการปรับตัวกลุ่มประเทศ G77 และจีนเน้นย้ำว่า งบสำหรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีและสร้างศักยภาพจะต้องเพียงพอและมีความมั่นคง ฝ่ายสหรัฐสนับสนุนให้ทุกประเทศทำร่วมกันโดยตระหนักถึงความสามารถที่ต่างกัน แคนาดาเสนอให้มีเรื่องการรวบรวมการจัดเตรียมเทคโนโลยีไว้ 1 บท ส่วนชาอุฯ เป็นหัวหอกสนับสนุนการใช้วิธีการเก็บและกักก๊าชคาร์บอน (CCS) เพื่อให้เกิดความหลากหลายทางเศรษฐศาสตร์และลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่หลายประเทศยังกังวลเรื่องผลกระทบของ CCS อีกเรื่อง ทรัพย์สินทางปัญญา ก็ถกเถียงประเด็นนี้เข้มข้น ประเทศกำลังพัฒนาเรียกร้องให้ตัดเรื่องสิทธิบัตรเทคโนโลยีออกไปในขณะที่ประเทศที่พัฒนาแล้วยืนยันในเรื่องสิทธิบัตรให้คงไว้ เพราะเห็นว่า เรื่องทรัพย์สินทางปัญญาเป็นเรื่องจำเป็นต้องการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ และการพัฒนาเทคโนโลยี

ประการสุดท้ายที่มีการพูดคุยกันในเวที คือ การจัดหาแหล่งเงินทุนและการลงทุนสนับสนุนการลดก๊าช “ข้อเรียกร้องโดยรวมให้ประเทศพัฒนาแล้วให้ความช่วยด้านการเงินเพื่อการปรับตัวที่เพียงพอ ซึ่งจะต้องเป็นเงินก้อนใหม่ เพิ่มเติมจากที่เป็นอยู่ เม็กซิโกหนุนจัดตั้งกองทุนสีเขียว ทูวาลูระบุว่า แหล่งเงินทุนจำเป็นต้องมีความหลากหลาย รวมถึงเงินทุนด้านนวัตกรรมและการพัฒนาเทคโนโลยีประเทศกำลังพัฒนาจำนวนมากขอให้แยกระหว่างเงินทุนการปรับตัวและเงินทุนด้านลดปล่อยก๊าช นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าเทคโนโลยีและการช่วยเหลือสำหรับประเทศกำลังพัฒนาจะต้องมาจากแหล่งของรัฐเป็นหลัก รัฐบาลประเทศที่พัฒนาจะต้องมาจากแหล่งรัฐเป็นหลัก รัฐบาลของประเทศที่พัฒนาแล้วต้องเร่งผลักดันและสนับสนุน” อารีย์กล่าวในตอนท้าย.

 
ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้749
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้745
mod_vvisit_counterรายเดือน4530
mod_vvisit_counterทั้งหมด558645