| ฟันธงไทยเข้าสู่ ภาวะโลกร้อน เต็มตัวแล้ว |
|
|
ฟันธงไทยเข้าสู่ “ ภาวะโลกร้อน” เต็มตัวแล้วผลวิจัยยัน 40 ปี อุณหภูมิสูงขึ้นเฉลี่ย 1 องศาบทความจากหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ วันจันทร์ที่ 4 พฤษภาคม พ.ศ. 2552 หน้า 4
ต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (Asia Development Bank) หรือ เอดีบี ได้แถลงผลงานศึกษาวิจัยฉบับใหม่เรื่อง “ผลกระทบทางเศรษฐกิจอันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงสภาพทางภูมิอากาศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” (The Economics of Climate Change in Southeast Asia : A Regional Review) ที่ระบุสถานการณ์จากสภาวะการเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศ ในประเทศแถบเอเชียอาคเนย์ อันได้แก่ ประเทศ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ ไทย และเวียดนาม ว่ากำลังเผชิญกับผลกระทบจากภาวะโลกร้อน รวมทั้งวาดภาพอนาคตของผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ไว้อย่างน่าสะพรึงกลัว พร้อมกับคำกล่าวเตือนว่า หากประเทศในกลุ่มเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ยังคงดำเนินกิจกรรมชีวิตในรูปแบบเดิมๆ อยู่ โดยไม่คิดถึงการรับมือและป้องกันเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ก็จะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ซึ่งอาจจะมากกว่าผลกระทบที่เกิดจากวิกฤติทางเงินโลก โดยเอดีบีคาดว่าภาวะโลกร้อนจะทำให้ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) ของประเทศกลุ่มนี้ หายไปราว 6.7% ภายในสิ้นศตวรรษนี้ ขณะที่จีดีพีทั่วโลกคาดการณ์กันว่าจะลดลงเพียง 2.6% ซึ่งมากกว่าการลดลงของจีดีพีทั่วโลกที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการเงินโลกครั้งล่าสุดนี้เสียอีก สำหรับประเทศไทย เอดีบีประมาณการว่าผลกระทบที่จะได้รับในเบื้องต้นก็คือ การผลิตข้าวอาจละลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป โดยคาดว่าผลกระทบต่อการผลิตภาคเกษตรของไทยจะชัดเจนขึ้นใน ค.ศ. 2020 หรืออีกราว 11 ปี ข้างหน้า นอกจากนี้ปริมาณน้ำฝนก็จะลดลงด้วย ทำให้ประเทศไทยจะกลายเป็นประเทศที่มีอากาศร้อนที่สุดในช่วงสิ้นศตวรรษนี้ ภาวะโลกร้อนยังส่งผลกระทบต่อป่าไม้ แนวชายฝั่งทะเลเกือบ 3,000 กิโลเมตรอาจประสบกับการน้ำท่วมและการกัดเซาะชายฝั่งอย่างรุนแรงทำให้ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว และการผลิตอาหารจากทะเลที่อาจลดลงมากถึง 30-40 % ที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ส่งผลกระทบต่อป่าไม้ของไทยเสียหาย ยังส่งผลไปถึงระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพจากป่าด้วย หนทางแก้ไขเรื่องดังกล่าว เอดีบีบอกไว้เพียงคร่าวๆ ว่า หากมีการรับมือแต่เนิ่นๆ ในแง่การออกมาตรการหรือนโยบายป้องกันจากภาครัฐหรือจะเป็นการลงทุนลงในเทคโนโลยีสะอาด ฯลฯ ผลประโยชน์ที่ประเทศในเอเชียอาคเนย์จะได้รับนั้น มีมากกว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานที่ต้องเสียไป ในเรื่องดังกล่าวมีผลการวิจัยสนับสุนนจาก World watch institute โดย Abramovitz, J. (2001) บอกว่า 1 บาท ที่จ่ายในการป้องกันสาธารณภัย จะสามารถลดการสูญเสียได้ 8 บาท อีกทั้งสามารถลดการสูญเสียได้ถึง 33% ถ้ามีการบริหารจัดการด้านสาธารณภัยที่ดี (ข้อมูลจากมนตรี ชนะชัยวิบูลวัฒน์ ผอ.สำนักนโยบายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงหาดไทย) ทว่า การมองจากเอดีบีเป็นการมองภาพในอนาคตไปไกลถึง 20-100 ปีข้างหน้า แต่ในเวทีเสวนา “ภัยแล้ง โลกร้อน มหันตภัยใกล้ตัว” ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา ถือเป็นการประชุมครั้งที่ 2 ในรอบปีที่ สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อมจุฬาฯ จัดขึ้นเพื่อเผยแพร่ข่าวสารด้านสภาวะแวดล้อมให้ประชาชนได้รับรู้ ดร.แสงจันทร์ ลิ้มจิรกาล ผอ.หลักสูตรสหสาขาสิ่งแวดล้อมการพัฒนาและความยั่งยืนจุฬาฯ กล่าวในงานสัมมนาว่าขณะนี้ ‘ประเทศไทย เข้าสู้ภาวะโลกร้อน’ เรียบร้อยแล้ว ไม่ใช่สภาวะอากาศแปรปรวนอย่างที่นักวิชาการท่านอื่นๆ บอกไว้ให้ตายใจ และลงมือแก้ไขในแบบแก้ผ้าเอาหน้ารอดด้วยการใช้ถุงผ้า รีไซเคิลของใช้ ประหยัดพลังงาน ฯ หรือไม่ก็ใช้เรื่องการรณรงค์ลดภาวะโลกร้อน เป็นข้ออ้างในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้กับองค์หรือธุรกิจอย่างที่ผ่านมา ซึ่งพฤติกรรมทั้งหมดที่เกริ่นขึ้น ไม่ได้ช่วยให้คนไทยรับมือกับภาวะโลกร้อนได้แม้แต่นิดเดียว สมมุติฐานที่ยืนยันนั้นเป็นผลจากการวิจัย ในโครงการประเมินสภาวะความรานแรงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย การวิเคราะห์ความเสี่ยงและความล่อแหลมของพื้นที่วิกฤติ ที่ ดร.แสงจันทร์ได้รับทุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) ข้อมูลหลักที่ทำให้เกิดสมมุติฐานนี้ก็คือ การรวบรวมข้อมูลคุณภาพสูงจากกรมอุตุนิยมวิทยา ข้อมูลจากสถานีวัดอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝนทั่วประเทศ (กฟผ.) และกรมชลประทานจึงมีความน่าเชื่อถือมากถึง 95% นอกจากนี้การตามเก็บข้อมูลยังยาวนานเป็นเวลาถึง 42 ปี ตั้งแต่ พ.ศ.2508-2549 หลังจากได้ข้อมูลแล้วก็นำมาวิเคราะห์เชิงสถิติ “การดูว่าประเทศไทยเข้าสู่สภาวะโลกร้อนแล้วหรือไม่นั้น เราสามารถดูได้จากอุณหภูมิและปริมาณน้ำฝน ก็สามารถบอกไว้ว่าเรากำลังเผชิญกับหายนะหรือเปล่า ส่วนเรื่องระยะเวลาในการข้อมูลต้องยาวนานประมาณ 30 ปีขึ้นไป ถึงจะระบุได้ว่าพื้นที่นั้นเข้าสู้ภาวะโลกร้อน ถ้าใช้ฐานข้อมูลเพียง 10-20 เราเรียกกันว่าความแปรปรวนทางสภาพภูมิอากาศเท่านั้น” ดร.แสงจันทร์ชี้แจง จากการวิเคราะห์ เราพบว่าในระยะเวลา 42 ปี ประเทศไทยมีอุณหภูมิสูงขึ้น 1 องศาเซลเซียสโดยเฉลี่ย (0.14-1 องศาฯ แล้วแต่พื้นที่) โดยไม่มีปีใดเลยต่ำกว่า 35 องศาฯ และไม่เคยมีปีใดเลยที่อุณหภูมิลดต่ำลงเหลือ 33 องศาฯ นั่นเป็นตัวบ่งชี้ว่า ประเทศไทยเป็นดินแดนที่กำลังมีอุณหภูมิร้อนระอุขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งก็สอดคล้องกับอุณหภูมิของโลกที่ร้อนขึ้นราว 0.74 องศาฯ แต่ไทยยังนับว่าสูงกว่าอุณหภูมิโลก อุณหภูมิที่สูงขึ้นยังส่งผลต่อความหนาวร้อนของวัน โดยวันที่มีอากาศหนาว (ต่ำกว่า 15 องศาฯ) ลดลง 1-8 วันต่อปี ส่วนวันที่มีอากาศร้อน (มากกว่า 35 องศาฯ) จะเพิ่มขึ้น 11-12 วันต่อปี ส่วนข้อมูลเรื่องปริมาณน้ำฝนพบว่าในหน้าแล้งช่วงเดือน พ.ย-เม.ย. มีปริมาณของน้ำฝนโดยเฉลี่ยเพิ่มมากขึ้น ลักษณะของฝนจะมาเร็วและทวีความแรงขึ้นด้วยในบางพื้นที่ ในทางกลับกันในช่วงหน้าฝนตั้งแต่เดือน พ.ค - ต.ค. ปริมาณน้ำฝนกลับลดลงในหลายพื้นที่ของประเทศไทยไม่ว่าจะเป็นภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อย่างไรก็ตามหากเฉลี่ยปริมาณน้ำฝนรวมทั้งประเทศ ในขอบเขตระยะเวลาของการวิจัย ลดลง 5.7 % ถ้าหากคิดเป็นในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ปริมาณน้ำฝนลดต่ำลงโดยเฉลี่ยถึง 54.7 % แม้ว่าปริมาณฝนโดยรวมจะลดลง แต่ในช่วง 2-3 ปีหลังนี้ปริมาณวันที่มีฝนมากผิดปกติกลับมีมากขึ้น ทำให้หลายพื้นที่มีวิกฤติเสี่ยงต่อการเกิดอุทกภัยสูง เพราะฝนมาเร็วและแงได้แก่ จ.นครศรีธรรมราช แม่ฮ่องสอน และพะเยา ส่วน จ.ฉะเชิงเทรา นครราชสีมาและบุรีรัมย์ เสี่ยงต่อการเป็นพื้นที่ Hot spot หรือภัยแล้ง “ตัวอย่างที่ได้กล่าวมานั้น เป็นพื้นที่อ่อนไหวที่รัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องลงไปช่วยเหลือดูแลอย่างเร่งด่วน ในการให้ประชาชนและสิ่งแวดล้อมปรับตัวรับมือกับผลกระทบที่จะเกิดขึ้น” ดร.แสงจันทร์กล่าวต่อว่า การที่สภาพภูมิอากาศของประเทศเปลี่ยนแปลง โดยมีอุณหภูมิสูงขึ้นถึง 1 องศาฯ คนที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคงไม่พ้นชาวบ้าน ชุมชน ที่ไม่มีศักยภาพ ประสิทธิภาพพอที่จะรับมือกับปัญหาที่เกิดขึ้น อย่าลืมว่าวิถีวัฒนธรรมของประเทศไทยกว่า 70% พึ่งพาภาคเกษตรกรรม ที่ต้องอาศัยน้ำฝนและระบบชลประทานเป็นหลักในการทำมาหากินถ้าอากาศร้อนขึ้นแล้วน้ำยังขาดแคลนอีก ตามธรรมชาติพืชพันธุ์ที่ทนสภาพแวดล้อมไม่ไหวเพิ่มปริมาณมากขึ้น จนก่อเกิดวิกฤติทางด้านอาหาร และปัญหาในระบบนิเวศอื่น ๆ ที่เปลี่ยนแปลงตามมาอีกมากมาย ในบ้านเรามีการพูดกันถึงเรื่องภาวะโลกร้อนและวิธีการรับมือ แต่ในทางปฏิบัติ กลับไม่เห็นว่าสิ่งใดมีผลในเชิงประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็น แถมยังไม่มีการบอกกล่าวถึงสิ่งที่ต้องเผชิญล่วงหน้าอย่างจริงจังทั้งๆ ที่ข้อมูลองค์ความรู้เป็นเรื่องสำคัญและจำเป็นต่อประชาชน โดยเฉพาะเยาวชนต้องรับทราบในแง่การจัดการปัญหา ที่ต้องร่วมมือระหว่างส่วนกลางและรากหญ้า ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการจัดสรรน้ำ ไม่ใช่ว่าหน้าฝนก็เกิดอุทกภัยน้ำท่วม แต่พอหน้าแล้งเคยเห็นคลองชลประทานน้ำเหือดเหลือแต่โคลนอะไรอย่างนี้เป็นต้น ควรหันมาคิดร่วมกันว่าจะจัดสรรน้ำอย่างไรให้มีประโยชน์สูงสุด และเข้าถึงทุกหมู่บ้านได้ด้วยระบบชลประทานที่มีอยู่ โดยไม่ต้องสร้างเขื่อนใหม่อีก หรือแม้แต่ในเรื่องพันธุ์พืช รัฐต้องไปค้นหาว่าจะปรับปรุงพันธุ์พืชอย่างไรให้ทนต่อสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ฯลฯ “สิ่งเหล่านี้ต่างหากที่ประเทศไทยควรจะตระหนักถึง ไม่ใช่พูดกันแต่ให้ใช้ถุงผ้าแทนถุงพลาสติก ให้ประหยัดไฟซึ่งเป็นการแก้ปัญหาไปตามกระแส แต่ไม่ใช่การปรับตัวตั้งรับอย่างจริงจังเพื่อจะพาให้ชีวิตอยู่รอดได้" บนเวทีเดียวกัน ลาวัลย์ จีระพงษ์ ผอ. ส่วนบริหารศัตรูพืช สำนักพัฒนาคุณภาพสินค้าเกษตร กรมส่งเสริมการเกษตรกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ชี้ให้เห็นถึงผลกระทบอันรุนแรงของภาวะโลกร้อนที่มีผลต่อพืชผักของไทยว่า มีผลต่อการเจริญเติบโต ปริมาณการเก็บเกี่ยว และการอยู่รอดของพืชแต่ละพันธุ์อย่างเห็นได้ชัด ในที่นี้รวมถึงศัตรูพืชที่อพยพถิ่นมาอยู่ในประเทศที่มีอากาศแห้งแล้งมากขึ้น จนรัฐต้องเสียงบประมาณนับร้อยล้านในการกำจัด “ฝนมาเร็วเกินไปหรือตกในช่วงที่ไม่ควร ทำให้ดอกและผลเสียหายเก็บเกี่ยวได้น้อย เห็นชัดก็คือลิ้นจี่ ในอดีตติดผล 21 ผลต่อช่อ เก็บเกี่ยวได้ 7 ผลต่อช่อ แต่ขณะนี้ติดผลเพียง 14 ผลต่อช่อ และเก็บเกี่ยวได้ 2 ผลต่อช่อ และหากฝนทิ้งช่วง มีอากาศร้อนมาก พืชจะคายน้ำ ทิ้งใบ ไม่มีใบ กระบวนการสังเคราะห์แสงสร้างอาหารล้มเหลว และตายลง ในที่สุด ที่เห็นมากใน 2-3 ปีหลังนี้จะมีทุเรียน มะรุม และประดู่ นอกจากนี้อากาศที่แห้งแล้งเหมาะแก่การแพร่พันธุ์เจริญโตของเชื้อโรคและแมลงศัตรูพืช ทำให้ขณะนี้ในหลายพื้นที่เช่น โคราช มีเพลี้ยะแป้งสีชมพู (แมลงศัตรูพืชจากต่างประเทศ) ระบาดกินเนื้อที่ 3.5 แสนไร่ และคาดว่าต้องใช้งบกว่า 100 ล้านบาท ในการกำจัด โดยอีก 15 จังหวัดที่พบการระบาดเช่นกัน ยังไม่ได้ตั้งงบในการดูแลแก้ไข” ขณะที่ มนตรี ชนะชัยวิบูลวัฒน์ ผอ.สำนักนโยบายป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกล่าวว่า แนวทางการรับมือและแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรมในเรื่องนี้ รัฐและประชาชนคนไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนแนวการคิดจากตั้งรับ มาเป็นการปกป้องและลดผลกระทบด้วยการเตรียมความพร้อมในเรื่องทรัพยากรบุคคล งบประมาณ และงานวิจัย “การแก้ไขปัญหาจะไม่ใช่การบรรเทาและกู้ภัยที่ต้องเสียเงิน เสียเวลา และสูญเสียมากกว่าเป็นเท่าตัวอีกต่อไป เราควรตั้งเป็นมาตรการเชิงรุกในการรักษาสภาพแวดล้อมในประเทศ เพราะหากสิ่งแวดล้อมเป็นพิษ ภัยต่างๆ จะเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่า ซึ่งความตระหนักร่วมกันเท่านั้นจะแก้ไขได้” เขาอธิบายอีกว่า เรื่องข้อมูลก็เป็นตัวแปรสำคัญในการแก้ไขปัญหา ตนคิดว่าไทยควรจะมีฐานข้อมูลที่มีคุณภาพของตัวเองไม่ใช่เชื่อแต่สิ่งที่ต่างประเทศเขาระบุ และตื่นตูมโดยไม่รู้ทิศรู้ทาง อะไรที่ชาวต่างชาติบอกให้ทำเราก็ทำตาม โดยหลงเป็นเป็นเครื่องมืออย่างในกรณีคาร์บอนเครดิต จึงอยากเรียนให้ทราบว่า ทรัพยากรของเรา สิ่งแวดล้อมของเรา เราควรปกป้องไว้ ไม่ใช่ยอมเป็นเครื่องมือโดยเห็นแก่เงินไปเสียหมด แต่ถ้าวิน-วิน ทั้ง 2 ฝ่ายค่อยตกลงก็ยังไม่สาย. |
| < ก่อนหน้า | ถัดไป > |
|---|





