'คำถามจากเจริญ'
บทความจาก หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน วันศุกร์ที่ 3 กรกฎาคม 2552 หน้า 6
เจริญ วัดอักษร - ประธานกลุ่มอนุรักษ์ท้องถิ่นบ่อนอก ประจวบคีรีขันธ์ ( พ.ศ. 2510 - 2547) ภาพของคุณเจริญ วัดอักษร ที่ประทับใจในความทรงจำของผมคือตอนที่แกผายมือไปทางผืนทะเล อันสงบกว้างใหญ่สุดลูกหูลูกตา หน้าร้านอาหารและบังกะโลรับนักท่องเที่ยวหลังเล็กๆ เรียบง่ายริมชายหาดของแก พลางรำพึงด้วยฉงนว่า :- ทำไมจึงมีคนคิดจะเปลี่ยนธรรมชาติอันสวยสดงดงามและอุดมสมบรูณ์ด้วยกุ้งหอยปูปลาให้ชาวบ้านหากินเลี้ยงชีพได้อย่างสบายชั่วลูกชั่วหลาน ไปเป็นไฟฟ้าถ่านหินที่ก่อมลภาวะทำลายสิ่งแวดล้อมจนย่อยยับเล่า ?
ในความพยายามหาคำตอบต่อคำถามนั้นและปกป้องแผ่นดินของชุมชนส่วนรวมจากกลุ่มอิทธิพลท้องถิ่น บรรษัทพลังงานข้ามชาติ และโครงการพัฒนาของรัฐ, คุณเจริญได้ถูกสังหารไปก่อนวัยอันควรเมื่อ 5 ปีก่อนทิ้งไว้ซึ่งคำถามที่นับวันมีนัยก้องกังวานออกไป จากบ่อนอก-บ้านกรูด, ผ่านปากมูล-หัวนา-ราศีไศล-มาบตาพูด-แม่เมาะ, สะเทือนชายฝั่งทะเลภาคใต้-ภาคตะวันตก, ไกลถึงประเทศกำลังพัฒนาทั้งหลายทั่วโลกท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจถดถอยครั้งใหญ่ (The Great Recession) ในปัจจุบัน ผมอยากถือโอกาสนี้ลองตามถามตามขบคิดค้นคว้าต่อจากคุณเจริญ โดยเชื่อมโยงกับวิกฤตดังกล่าวในภาพรวม.....
รายงานสถานการณ์และคาดการณ์เศรษฐกิจโลกประจำปี (World Economic Situation and Perspects) ของสหประชาชาติได้ร้องเตือนไว้อย่างน้อยตั้งแต่ปี ค.ศ.2005 ว่าแบบแผนการเติบโตทางเศรษฐกิจของโลกอย่างที่เป็นอยู่นั้นไม่ยั่นและเป็นอันตราย
แบบแผนเศรษฐกิจโลกที่ว่า ก่อตัวชัดเจนขึ้นราวหนึ่งทศวรรษก่อนและมีลักษณะสำคัญดังนี้ :-
- มันถูกปลุกกระตุ้นด้วยอุปสงค์การบริโภคที่แรงกล้าจากอเมริกาและประเทศทุนนิยมพัฒนาแล้วทั้งหลาย ซึ่งหล่อเลี้ยงโดยการปล่อยสินเชื้อง่ายๆ และราคาบ้านที่ถีบตัวสูง
- การลดเลิกกฎเกณฑ์กำกับควบคุมธุรกิจการเงินขนานใหญ่ทำให้ตราสารการเงินใหม่ๆ ขยายตัวมโหฬารอย่างไม่ถูกเหนี่ยวรั้งจำกัดในประเทศพัฒนาแล้ว อาทิ หลักทรัพย์ที่แปรมมาจากหนี้จำนองบ้านด้อยคุณภาพ (subprime mortgage-backed securities) แล้วเอาไปเร่ขายต่อในตลาดการเงินทั่วโลก เป็นต้น - ขณะเดียวกันบรรษัทข้ามชาติก็ย้ายฐานการผลิตอุตสาหกรรมโดยเฉพาะประเภทที่ใช้แรงงานเข้มข้นและก่อมลภาวะจากประเทศที่พัฒนาแล้วเข้ามายังบรรดาประเทศกำลังพัฒนา(รวมทั้งไทย) เพื่อฉวยความได้เปรียบจากสภาพค่าแรงถูก, กฎหมายคุ้มครองแรงงานและสิ่งแวดล้อมหย่อนยานกว่า, และสิทธิประโยชน์พิเศษด้านภาษี ค่าสาธารณูปโภคและอื่นๆ จากมาตรการส่งเสริมการลงทุนของรัฐ
- แน่นอนด้านหนึ่งแบบแผนเศรษฐกิจโลกดังกล่าวช่วยให้ประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกได้ประโยชน์จากการผลิตสินค้าส่องออกเพิ่มขึ้นมหาศาลและราคาสินค้าโภคภัณฑ์ต่างๆ ในตลาดโลกถีบตัวสูงขึ้นในที่สุด
- ทว่าในทางกลับกัน มันก็ทำให้ระบบการเงินโลกเสียสมดุลหนักขึ้นเรื่อยๆ และสถาบันการเงินบริษัทธุรกิจ และครัวเรือนโดยเฉพาะในประเทศทุนนิยมพัฒนาแล้วพากันกู้หนี้ยืมสินจนล้นพ้นตัวขึ้นทุกที
กล่าวโดยสรุปมันเป็นแบบแผนที่เศรษฐกิจจริงในประเทศกำลังพัฒนาเติบโตขึ้นโดยอาศัยแรงกระตุ้นเลี้ยงจากเศรษฐกิจอภิมหาฟองสบู่ยักษ์ในประทศพัฒนาแล้วนั่นเอง !
และแล้วฟองสบู่ยักษ์ใหญ่น้อยก็ทยอยแตกโพละๆๆ เริ่มตั้งแต่สิงหาคม ปี 2007 ถึง กันยายน ปี 2008 จากตลาดสังหาริมทรัพย์และการเงินอเมริกาแผ่กระจายไปทั่วโลก กระทบกระแทกสังคม เศรษฐกิจของประเทศกำลาพัฒนาอย่างรุนแรงแสนสาหัส แม้หลายประเทศจะไม่ได้เยข้าไปข้องแวะเสี่่ยงเล่นทรัพย์ที่แปรมาจากหนี้จำนองบ้านด้อยคุณภาพและตราสารอนุพันธ์ที่เกี่ยวเรื่องเลยก็ตาม
ทั้งนี้ ก็เพราะเราเล่นเลี้ยงเศรษฐกิจให้โตด้วยการผลาญแรงคนไทยถูกๆ สิ่งแวดล้อมไทยถูกๆ ไปหลอมปั้นเป็นสินค้าส่งออกขายต่างชาติเป็นหลัก ละเลยตลาดเห่ย ของลูกค้าจนๆ ในบ้านเราเอง
ฉะนั้นภายใต้เศรษฐกิจโลกาภิวัฒน์ที่ประสานเป็นหนึ่งเดียวโดยไม่มีกฎเกณฑ์กำกับควบคุมและโครงสร้างโลกาภิบาลที่ดีพอแบบนี้ พออเมริกา-ยุโรป-ญี่ปุ่นลูกค้าหลักของเราเจ๊ง เราย่อมพลอล่มจมไปด้วยเป็นธรรมดา
เป็นไปไม่ได้ที่หลังจากร่วมหอลงโรงในเศรษฐกิจแบบนี้มานาน จู่ๆ เราจะสามารถแยกทาง (decoupled) ออกมาโตต่างหากนจากเขาตามทฤษฎีบรูพาไม่แพ้-มองอย่างตะวันออกเหลวไหลพวกนั้น
กงเวียนกำเกวียนมีจริง กรรมใดใครก่อ กรรมนั้นตามสนอง เมื่อเอ็งเลือกมาในเส้นทางนี้ เอ็งก็ย่อมต้องซวนเซทรุดโซไปตามเขาอย่างช่วยไม่ได้ (path-determined) และความที่ดันขุดภูเขาเผาป่าถมทะเลแล่เนื้อเถือหนังกันเองไปทำของส่งขายคนอื่นจนทุนสังคม ทุนมนุษย์ ทุนธรรมชาติ จวนจะเหี้ยนหน้าตักประเทศอยู่แล้ว ก็เลยจะพาลไปไม่เป็น ฟื้นไม่ขึ้น ยืนไม่ได้ด้วยแรงและทรัพยากรธรรมชาติของตัวเอง
แบบแผนการพัฒนาโลกาภิวัตน์/เสรีนิยมใหม่ที่บ้านกรูดไปข้างต้น-เคราะห์ดีที่ คุณเจริญ วัดอักษร, คุณจินตนา แก้วขาว, คุณกรณ์อุมา พงษ์น้อย และ ชาวบ่อนอก-บ้านกรูด เสี่ยงสละชีวิตเลือดเนื้อช่วยกันง้างปากมันออกแล้วคว้ากลับมาได้-แม้จะโตเร็วแต่ก็สิ้นเปลืองทรัพย์กรธรรมชาติและแรงงานสูง อีกทั้งไม่ยั่งยืนเพราะตั้งอยู่บนความไม่สมุดเชิงโครงสร้าง 4 ประการ (Paul Mason, Meltdown:The End of the Age of Greed, 2009, pp 67-71 ) ได้แก่ :- 1) การค้าไม่สมดุล : [เอเชียผลิต/ตะวันตกบริโภค] ทำให้อเมริกาขาดดุลการค้าการค้าและขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเพิ่มขึ้นมหาศาล จากราว 1 แสนล้าน US$ ในปีค.ศ. 1980-8.56 แสนล้าน US$ ในปี ค.ศ.2006 2) เงินออมไม่สมดุล: [เอเชียและนานาชาติออม/อเมริกา-อังกฤษกลับจับจ่ายมือเติบเกินตัว] ขณะที่คนจีนกระเหม็ดกระแหม่เขียมเงินเพิ่มจากเดิม 20% เป็น 40% ของรายได้ นั่นคือทุก 10 หยวนที่หามาได้ เฮียตี๋ เจ๊หมวยจะหยอกกระปุกไว้ 4 หยวนนั้น อเมริกันที่เคยอดออมรายได้ไว้ 10% ในสมัยคริสต์ทศวรรษ 1970 กลับใช้เกลี้ยงไม่เหลือหลอในปี ค.ศ 2005 โดยมีอังกฤษตามมาติดๆ 3) เงินทุนไหลเวียนไม่ดุล: ในระบบเศรษฐกิจทั่วโลก เงินกำไรที่เดิมบริษัทเอกชนเคยใช้ลงทุนซ้ำในภาคการผลิตเพื่อปรับปรุงโรงงาน - เครื่องจักร - วิจัยและพัฒนา -- >กลับไหลทะลักออกไปลงทุนหาดอกเบี้ยเก็งกำไรในภาคการเงินแทน; ในขอบเขตระหว่างภูมิภาคเงินออมของบริษัทและบุคคลไหลเวียนจากตะวันออก -->ไปสู่ตะวันตกโดยเฉพาะอเมริกา ในรูปปล่อยสินเชื่อผู้บริโภค; พูดง่ายๆ ก็คือเงินทุนดันไหลย้อนกลับตาลปัตรจากคนงานเอเชียจน ๆ--> ไป อุดหนุนคนงานในอเมริกาซึ่งเป็นประเทศรวยที่สุดในโลกให้เอ็นจอยรูดปื๊ดซ็อปปิ้งกันอย่างแฮปปี้ฟรีสไตล์ 4) ฐานะการคลังไม่สมดุล: [รัฐบาลตะวันตกติดหนี้สาธารณะมหาศาล/ส่วนรัฐบาลเอเชียและบรรดาประเทศเศรษฐีน้ำมันในตะวันออกกลางและรัสเซียกลับมีเงินท่วมท้นล้นคลังโดยถือไว้ในรูปพันธบัตรรัฐบาลอเมริกัน] ปรากฏว่าเงินตราต่างประเทศสำรองของกลุ่มประเทศตลาดเกิดใหม่ที่เก็บหอมรอมริบมาจากการค้าส่งออกเกิรดุลกับบรรดาประเทศตะวันตก เพิ่มทวีจาก 5 แสนล้าน US$ ในปี ค.ศ 2000 -->1.3 ล้านล้าน US$ ในปี ค.ศ 2004 --> 3.5 ล้านล้าน US$ ในปี 2008 --> น่าจะถึง 4 ล้านล้าน US$ ในปีนี้ โดยกว่าครึ่งเป็นของจีน รัสเซียตามมาเป็นอันดับ 2 และประเทศเศรษฐีน้ำมันเป็นอันดับ 3
ภาวะอันง่อนแง่นไม่สมดุลไม่มั่นคงยั่งยืนของแบบแผนเศรษฐกิจโลกาภิวัตน์ดังกล่าวมานี้ในที่สุดก็ล้มครืนลงกลายเป็น [วิกฤตหนี้โลก+เศรษฐกิจถดถอยใหญ่ทั่วโลก+ความตายของอุดมการณ์เสรีนิยมใหม่] ที่ทำลายล้างสินทรัพย์เงินทุนในโลกย่อยยับวอดวายเสียหายไปถึงราว 50 ล้านล้าน US$ !
หรือ 1 ใน 4 ของยอดสินทรัพย์การเงินโลกที่มีมูลค่าประมาณ 196 ล้านล้าน US$ ในปี ค.ศ.2007
วันวานในอดีตที่คนไทยจะตื่นเช้าขึ้นมาขี่คอกันปู้ยี่ปู้ยำสิ่งแวดล้อมเพื่อผลิตของส่งออกไปขายฝรั่งอเมริกันให้เขาซื้อหาด้วยการเอาบ้านไปจำนองแล้วรูดเครดิตการ์ดปี๊ดๆๆ มาจ่ายเราจนรวยไม่รู้เรื่องนั้น มันจบไปแล้ว มันจะไม่หวนกลับมาอีกแล้ว ประธานที่ดีอาร์ไอ ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร จึงชี้ว่า “...โจทย์สำคัญที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่ เราไม่สามารถพึ่งพาการส่งออกเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศได้อีกแล้ว เพราะสหรัฐอเมริกาหลังผ่านช่วงวิกฤตเศรษฐกิจนี้ จะไม่เป็นประเทศที่มีการบริโภคมโหฬารเหมือนในอดีตอีกต่อไป เราจึงควรหันมาให้ความสนใจกับเรื่องการบริโภคภายในประเทศให้มากขึ้น” (มติชนรายวัน, 30 มี.ค. 2552 , น. 17 ) และนักวิจัยโดดเด่นของทีดีอาร์ไอ-อดีต รมว. คลัง ดร.ฉลองภพ สุสังกร์กาญจน์ จึงฟังธงว่า :- “เอเชียต้องมีตัวแบบใหม่ของการเติบโต , วิจารณ์แนวทางมุ่งส่งออก " (Bangkok Post, 7 April 2009) แต่จนแล้วจนรอด “ ณ วันนี้ วิธีคิดของรัฐและทุนยังเหมือนเดิม นั่นคือการเขียนนโยบายเพื่อเปิดพื้นที่ให้นายทุนเข้าไปกอบโกยผลประโยชน์ส่วนตัวโดยการเบียดเบียนประชาชนในท้องถิ่นต่างๆ” (คำประกาศเจตนารมณ์เครือข่ายขบวนการประชาชนภาคใต้ ณ สี่แยกบ่อนอก 21 มิ.ย . 2552) จึงเป็นภาระเราผู้อยู่หลังที่จะต้องถามต่อจากคุณเจริญว่า เราจะต้องทำอะไรบ้างเพื่อบ้านเมืองไปสู่ทิศทางใหม่ทางเศรษฐกิจ ? เกษียร เตชะพีระ |