ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
ก้อนดินจุลินทรีย์ พลิกฟื้นทะเลไทย พิมพ์ อีเมล์

ก้อนดินจุลินทรีย์   พลิกฟื้นทะเลไทย

บทความจาก หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2552  หน้า 4

บทความที่เกี่ยวข้อง   สร้างไทยให้ยั่งยืนด้วยชุมชนพอเพียง 


 

ก้อนดินกลมๆ ขนาดเท่ากำมือ แถมยังมีกลิ่นยูเรียฉุนจนแสบจมูก จำนวนหลายหมื่นลูกที่บรรจุอยู่ในถุงกระสอบท้ายรถ มองดูเผินๆ ก็แค่ก้อนดินธรรมดา แต่คุณสมบัติที่แฝงอยู่มีค่ามหาศาลกว่านั้น เพราะก้อนดินที่ว่าเป็น “ก้อนดินจุลินทรีย์ ” จากเทคโนโลยีภูมิปัญญาชาวบ้านที่ เครือข่ายจากภูผาสู่มหานที จ. ชุมพร องค์กรภาคประชาชนที่รวมตัวกันในลักษณะเบญจภาคี ทั้งราชการ วิชาการ เอกชน ประชาชน ประชาสังคมและสื่อ ร่วมมือร่วมใจทำขึ้นเป็นจำนวน 84,000 ลูก เพื่อใช้แก้ปัญหา “ทะเลไทยใกล้ตาย”

ใครจะไปคิดว่าปัญหาทีเกิดขึ้นบนพื้นที่ต้นน้ำ กลางน้ำ เรื่อยไปจนถึงปลาย จะส่งผลกัดกร่อนเข้าไปกัดกินท้องทะเลให้เสื่อมโทรม จนอาจกลายเป็นปัญหาที่น่าวิตกในอนาคตอันใกล้

เรื่องนี้ วิวัฒน์ ศัลยกำธร หรือ  อาจารย์ยักษ์ ประธานมูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ ในฐานแกนำเครือข่ายจากภูผาสู่มหานทีอธิบายให้ฟังถึงที่มาที่ไปของการใช้ก้อนดินจุลินทรีย์ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์จากต้นน้ำถึงท้องทะเลว่า โครงสร้างของสังคมที่เป็นระบบลุ่มน้ำ ตั้งแต่ป่าต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ ถึงท้องทะเล คือวิถีของชาติพันธุ์ไทยมายาวนาน เสมือนเป็นกฎของสังคมที่ว่าด้วยความสัมพันธ์ของคน ส่งผลโดยตรงกับการดำรงอยู่ของวิถีวัฒนธรรมและการดำรงอยู่ของวิถีวัฒนธรรม ส่งผลโดยตรงต่อความยั่งยืนของระบบนิเวศ อันหมายถึงทรัพยากรธรรมชาติและสังคมมนุษย์ในลุ่มน้ำ

ทว่าการเจริญเติมโตของสังคมทุนนิยมที่ต้องการความรวดเร็ว ลัด สั้น ง่าย สะดวก ได้ตัดทอนความสัมพันธ์อันละเมียดของสังคมคนในระบบลุ่มน้ำ ไปอาศัยการเชื่อมโยงด้วยโครงข่ายการคมนาคม ตรง ลัด ทั้งทางบกและทางอากาศ จนไม่เห็นค่าการการผูกสัมพันธ์ของสังคมแบบลุ่มน้ำอย่างเดิม ทำให้การเชื่อมต่อวิถีชีวิตค่อยๆ หายไป ส่งผลเป็นความหายนะบนความยั่งยืนระบบนิเวศลุ่มน้ำที่เคยมี

ปัญหารอท่าอยู่เช่นนี้ เบญจภาคีที่รวมตัวผสานบูรณการกันจนเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งที่สุดประเทศได้แสดงเจตนารมณ์ร่วมกันประกาศ “ ปฏิญญาทุ่งวัวแล่น” เมื่อวันที่ 29 ต.ค 2551 เพื่อจัดตั้งเครือข่ายจากภูผาสู่มหานที ในการเข้ามาช่วยเหลือแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ให้ขยายตัวกลายเป็นปัญหาใหญ่ของคนทั้งลุ่มน้ำและทั้งชาติ พร้อมขับเคลื่อนกิจกรรมที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งเครือข่ายเกษตรอินทรีย์ เศรษฐกิจพอเพียง ธนาคารต้นไม้ การท่องเที่ยวโดยชุมชน การอนุรักษ์ทรัพยากรชายฝั่งทะเล ฯลฯ

การทดลองฟื้นฟูทะเลไทยด้วยเทคโนโลยีจุลินย์ก้อน เมื่อต้นปี 2552 ในลักษณะนำไปฝังไว้ในเลยใต้ท้องทะเลที่อ่าวท้องครก อ.หลังสวน จ. ชุมพร จึงเป็นกิจกรรมทดลองครั้งแรก ที่เครือข่ายจากภูผาสู่มหานทีได้ลงมือทำเพราะรอช้าไม่ได้ ผลที่เกิดขึ้นและสร้างคำตอบให้เห็นอย่างชัดเจนก็คือ ท้องทะเลที่เคยเสื่อมโทรม สามารถฟื้นฟูความอุดมให้กลับคืนมา ด้วยองค์ความรู้ภูมิปัญญาชาวบ้านที่สืบทอดกันรุ่นสู่รุ่นมานานนับพันปี และในวันนี้เครือข่ายจากภูผาสู่มหานทีร่วมกับคนป่าต้นน้ำ อ.พะโต๊ะ คนกลางน้ำ ต.วังตะกอ สวนลุงนิล คนปลายน้ำอย่างป่าชายเลนทุ่งคาสวี และคนที่อยู่กับทะเลอย่างเกาะพิทักษ์ และชุมพรคาบาน่า รีสอร์ท รวมถึงกลุ่มชาวบ้านจากโครงการชุมชนพอเพียงทั่วประเทศ รวมกันแล้วกว่า 500 ชีวิตที่เข้าร่วม กิจกรรมขับเคลื่อนเศรษฐกิจพอเพียงระดับพื้นที่ลุ่มน้ำ “ฟื้นฟูทะเลไทยจากภูเผาสู่มหานที” กรณีฟื้นที่ลุ่มน้ำ จ.ชุมพร ที่ศูนย์เรียกรู้ชุมชนคนอยู่กับป่า ต้นน้ำพะโต๊ะ โดยมี ดร.สุมิท แช่มประสิทธิ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานผู้อำนวยการ สำนักงานเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อยกระดับชุมชน(สพช.) สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นหัวเรือใหญ่ ช่วยกันยิง “ลูกดินระเบิดจุลินทรีย์” ทั้ง 84,000 ลูกอีกครั้ง ที่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และท้องทะเลชุมพรในช่วงต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา

“ปัญหาที่เกิดขึ้นเรามองผิวเผินไม่ได้ เพราะทุกอย่างล้วนมีสาเหตุ ก่อนที่จะมาเป็นเครือข่ายจากภูผาสู่มหานที เราได้ศึกษารายงานในเรื่องป่าเสื่อมโทรมที่ส่งผลต่อระบบนิเวศ จนเห็นพ้องว่าที่ทะเลไทยเป็นอย่างทุกวันนี้ก็เพราะต้นน้ำไม่ดี ป่าเกิดวิกฤติ ปริมาณใบไม้ที่ผลัดกลายเป็นปุ๋ยเป็นฮิวมัสลดน้อยลง น้ำในลำคลอง ห้วยก็ลดลง ทำให้การพัดพาสารอินทรีย์จากปุ๋ยใบไม้อันเป็นอาหารสำคัญของห่วงโซ่อาหารในต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และทะเลลดลง

ซ้ำร้ายการทำเกษตรแบบทุนนิยมที่ใช้ยาฆ่าหญ้า ฆ่าแมลงฮอร์โมน ฯลฯ ที่ไหลปะปนมากับน้ำสูอ่าว่ไทย ยังส่งผลทำให้ไข่ของสัตว์หน้าดินอย่าง หนอน ไร กุ้ง หอย ปู ปลาฝ่อ ขยายเป็นตัวได้น้อยลง อีกทั้งการทำประมงที่ทำลายแหล่งอนุบาลสัตว์  ละเมิดธรรมชาติ  ก็ทำให้ปริมาณสัตว์น้ำในอ่าวไทยลดลงอย่างเห็นได้ชัด  ประมงขนาดเล็กอยู่ไม่ได้ ขนาดใหญ่กับขนาดกลางก็ไม่คุ้มทุน เสียหายทั้งค่าน้ำมันที่ราคาแสนแพงแต่ต้องใช้ในปริมาณมากขึ้น และการสุ่มเสี่ยงออกไปหากินนอกน่านน้ำจนเกิดความขัดแย้งในระดับนาชาติ เห็นไหมว่าแค่ปัญหาจากจุดเล็กๆ ก็กระทบลุกลามสืบเนื่องสร้างความเสียหายใหญ่หลวงได้”  อาจารย์ยักษ์ลำดับถึงต้นตอแห่งปัญหาให้ฟ้ง

แกนนำเครือข่ายจากภูผาสู่หานทีกล่าวต่อว่า จุดหักเหที่ทำให้เครือข่ายหันมาใช้ก้อนดินจุลินทรีย์บำบัด ก็เพราะขณะทำการประชุมหารือ ได้ไปพบกับภูมิปัญญาชาวบ้านที่บำบัดแหล่งน้ำด้วยการทำปุ๋ยหมักลงในลำน้ำต้นน้ำหรือแม้แต่การฟันหญ้ามาถมไว้ในบ่อเลี้ยงปลาสลิดเพื่อเป็นแหล่งอนุบาลตัวไร ฯลฯ ซึ่งชาวบ้านเขามีเทคโนโลยีธรรมชาติอย่างนี้มานานแล้ว เพียงแต่ปัจจุบันกำลังหลงลืมไปกับโลกทุนนิยมที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้ จึงเป็นหน้าที่ที่เราต้องช่วยกันกระตุ้นให้เขาอยากฟื้นฟูภูมิปัญญาของตัวเองกลับมา ด้วยการทำเป็นตัวอย่างให้เห็น

“เชื่อไหมว่า ทุกวันนี้ประมงนขนาดเล็กก็เข้ามาหากินในเขตที่ทำการฟื้นการฟูและเขาก็อยู่ได้ แม้นจะไม่ได้มีผลรายงานเชิงวิชาการออกมา แต่คำบอกเล่าจากชาวบ้านคือความจริงที่ประจักษ์ชัดที่สุดอย่างลุ่มน้ำประแส จ.ระยอง การปกครองส่วนท้องถิ่นร่วมมือร่วมใจกับชาวบ้าน ทำปุ๋ยน้ำจุลินย์เทในลำน้ำให้ไหลลงไปทะเล จากน้ำที่เน่าเสียปัจจุบันกลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวไปแล้ว หรือแม้แต่คลองแสนแสบของ กทม.เอง มีบ้านเรือนกว่า 200 ชุมชนที่หันมาสนใจทำเรื่องนี้ด้วยการเทปุ๋ยจุลินทย์เข้าปารักษาสภาพน้ำที่ไหลจากเจ้าพระยาสู่อ่าวไทย และอีกมากมายที่ผู้คนเริ่มตื่นตัวมากกว่า 5 ปีแล้ว"  อาจารย์ยักษ์กล่าวและว่า

ตนคิดว่าหากจะทำการฟื้นฟูให้สำเร็จในระดับประเทศ กับ 25 ลุ่มน้ำหลักที่แยกย่อยออกเป็นถึง 250 ลุ่มน้ำสาขา คิดว่าจะต้องใช้เวลาอีกประมาณ 5-10 ปี แต่ทั้งหมดทั้งมวลต้องมาอาศัยแรงชาวบ้านนับล้านชีวิตเป็นคนทำด้วยจิตสำนึกอันดีงาม อย่างไรก็ตาม อยากให้ภาควิชาการเข้ามามีส่วนร่วมมากกว่านี้ เพราะก้อนดินจุลินทรีย์ที่ทำกันอยู่ในปัจจุบันเกิดจากภูมิปัญญาชาวบ้านจริงๆ ใช้แล้วเห็นผลก็ทำต่อๆ กันมา แต่ในสภาพน้ำที่ต่างกันระหว่างน้ำจืด น้ำกร่อย น้ำเค็ม  เราอยากได้ข้อมูลเชิงวิจัยว่า สูตรใดใช้กับสภาพน้ำประเภทใดจึงจะได้ประสิทธิภาพสูงสุด หากหน่วยงานใดสนใจให้ความร่วมมือเราก็ยินดี ติดต่อมาได้ที่โทร . 0-2629-9226

“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงตรัสไว้ว่าหาก ecology หรือระบบนิเวศวิทยาที่สัมพันธ์ระหว่างสิ่งแวดล้อม มนุษย์ และสัตว์ เสื่อมโทรมลงเมื่อใด economy หรือเศรษฐกิจก็จะถดถอยตามไปด้วย และหากยังสนใจอยู่แต่กับตัวเลขจีดีพี ละเลยสิ่งแวดล้อมที่เปรียบเสมือนรากแก้วของประเทศ พันธุกรรมที่น่าเป็นห่วงว่าจะโดนผลกระทบมากที่สุดก็คือมนุษย์”  อาจารย์ยักษ์ทิ้งท้ายไว้ให้คิด

 


“ สูตรลูกดินระเบิดจุลินทรีย์ ”
 

 

หยิบมาฝาก 2 สูตรเบื้องต้นให้กับผู้ที่สนใจ สูตรแรกของ อ. วิวัฒน์ ศัลยกำธร วัตถุดิบประกอบด้วย โคลนทะเล 50 กก. รำ 10 กก. ปุ๋ยอินทรีย์ชนิดเม็ดน้ำเพชร (หรือชนิดผง) 50 กก. น้ำหมักสมุนไพรชีวภาพ รสประธานหมักไร้แสง ไร้อากาศ 3 เดือนขึ้นไป วิธีทำ ผสมวัสดุแห้งให้เข้ากัน ผสมวัสดุน้ำให้เข้ากัน จากนั้นนำมาคลุกเคล้าเข้าด้วยกันให้มีความชื้นมากพอ ที่จะปั้นเป็นก้อนขนาดเท่าลูกเปตอง และนำไปผึ่งไว้ที่ร่มจนแห้ง การนำไปใช้ บำบัดน้ำใช้ 5 กก/น้ำ 1 ล้านลิตรในทะเล 25 กก.-50 กก./น้ำ ขึ้นอยู่กับความสมบรูณ์

สูตรที่ 2 สูตรทั่วไป หรือ EM ball วัตถุดิบประกอบด้วย โคลนตะกอนนของแหล่งน้ำนั้นๆ ที่จะทำการบำบัด นำมาผสมกับ EM แล้วปั้นเป็นก้อน วิธีทำ นำโคลนตะกอนมาผึ่งแดด ป่นละเอียดผสมกับ EM ขยาย หรือหัวเชื้อ EM กากน้ำตาล และน้ำ ในอัตรา 1:1:20 ให้สามารถปั้นเป็นก้อนได้ ทิ้งผึ่งลมไว้ 3 วัน จึงนำไปใช้ได้ จะผสมรำละเอียดหรือสารเสริมอื่นด้วยก็จะมีคุณภาพที่ดียิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม ส่วนผสมนั้นไม่แน่นอนนัก ผู้ผลิตต้องทดลองจนสามารถปั้นเป็นก้อนได้แน่น และไม่ลอยน้ำเมื่อนำไปใช้ ส่วนสารเสริมอื่นๆ อาทิ เช่น EM ขยาย EM 5, ฮอร์โมนผลไม้, EM น้ำชาวข้าว, น้ำหมักเศษอาหาร, น้ำปลาหมัก, น้ำหอยเชอรี่หมัก, รกสุกร, นมสด หรือที่เรียกกันว่า 8 เซียน แต่อาจเป็น 9 หรือ 10 เซียนก็ได้ วิธีใช้ EM 1 ก้อนเท่าลูกเปตอง บำบัดน้ำได้ 10 ลูกบาศก์เมตร โดยวิธีการโยนหรือเหวี่ยงไปทั่วบริเวณน้ำเสีย จากนั้นให้พ่น EM ขยาย ที่ผิวน้ำเพิ่มด้วย จะทำให้ได้ผลดียิ่งขึ้น.  

 
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้651
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้745
mod_vvisit_counterรายเดือน4432
mod_vvisit_counterทั้งหมด558547