ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
การตลาดว่าด้วยปัญหาโลกร้อน ผ่านองค์การบริหารจัดการ “ก๊าซเรือนกระจก

มื่อใดก็ตามที่มีการพูดถึงปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยเฉพาะภาวะโลกร้อน เครื่องมือที่ถูกหยิบยกมาอ้างอิงเสมอก็คือ “พิธีสารเกียวโต” (Kyoto protocol) ซึ่งกล่าวกันว่าน่าจะเป็นยาวิเศษที่มีสรรพคุณช่วยบรรเทาพิษโลกร้อนได้ในระดับหนึ่ง

        กล่าวคือ พิธีสารเกียวโต กำเนิดขึ้นบนโต๊ะการประชุมสมัชชาประเทศภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) ซึ่งมีฉันทามติรับรองพิธีสารเกียวโตเมื่อปี พ.ศ.2540 เนื้อหาสำคัญของพิธีสารเกียวโตคือ ประเทศที่ร่วมลงนามจะถูกแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรกคือ ประเทศที่พัฒนาแล้ว (Annex 1) ซึ่งลงนามทั้งหมด 41 ประเทศ กลุ่มที่ 2 ประเทศกำลังพัฒนา (Non Annex 1) จนถึงขณะนี้ลงนามไปแล้ว 149 ประเทศ รวมทั้งประเทศไทย โดยมีผลบังคับตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2548

        เนื้อหาระบุไว้ว่า ภายในปี 2551-2555 กลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วจะต้องลดปริมาณปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง 5% ของปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกปีฐานคือ ปี 2533 และเมื่อถึงปี 2593 ต้องลดให้ได้ 75% แต่ปัญหาคือ พิธีสารจะมีผลบังคับใช้เฉพาะประเทศที่ลงนามเท่านั้น ซึ่งประเทศยักษ์ใหญ่อย่างสหรัฐอเมริกาและออสเตรเลียปฏิเสธที่จะร่วมลงนาม ในส่วนกลุ่มที่ 2 ประเทศกำลังพัฒนาไม่ได้มีพันธกรณีในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายใต้พิธีสารเกียวโตแต่สามารถร่วมดำเนินโครงการในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้โดยสมัครใจ ตามแต่ศักยภาพของประเทศ

        สำหรับประเทศไทย แม้จะไม่ได้มีข้อผูกมัดว่าจะต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเหมือนประเทศพัฒนาแล้ว แต่จำเป็นที่จะต้องนำเอาข้อตกลงบนเวทีนานาชาติก้าวไปสู่การปฏิบัติที่ชัดเจนแล้วแนวคิดในการดำเนินงานภายใต้เครื่องมือหนึ่งที่พิธีสารเกียวโตได้คิดค้นคือ “กลไกการพัฒนาที่สะอาด” หรือ ซีดีเอ็ม (Clean Development Mechanism : CDM) ซึ่งเป็นการดำเนินการร่วมกันระหว่างประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ในรูปแบบของการซื้อขายปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดได้ เรียกกันว่า “คาร์บอนเครดิต”

        องค์กรที่จะเข้ามาดูแลโครงการซีดีเอ็มและการซื้อขายคาร์บอนเครดิตคือ “องค์การบริหารจัดการภาวะก๊าซเรือนกระจก” (อบก.) ซึ่งจะต้องมีการจัดตั้งเป็นองค์กรมหาชนที่มีการบริหารงานเป็นอิสระให้เสร็จสิ้นภายใน 6 เดือน นับจากวันที่ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 7 ก.ค.ที่ผ่านมา

        ประเสริฐสุข จามรมาน ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ในฐานะรักษาการรองอำนวยการ อบก.เปิดเผยว่าองค์กรนี้เกิดขึ้นจากการที่มีโครงการลดก๊าซเรือนกระจกและซื้อขายคาร์บอนเครดิต รวมทั้งระบบข้อมูลก๊าซเรือนกระจกในบ้านเรายังไม่มีโดยรัฐบาลมองเห็นว่าควรจะมีการจัดตั้งองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านขึ้นมา หากเป็นหน่วยงานรัฐจะไม่คล่องตัว จึงเกิดเป็นองค์กรมหาชนเพื่อผู้นำที่มีความรู้และประสบการณ์ทั้งในด้านการบริหารธุรกิจ พลังงานวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี การส่งเสริมคุณภาพสิ่งแวดล้อมเข้ามาทำงานร่วมกัน เพื่อรองรับการดำเนินงานในโครงการซีดีเอ็มในด้านการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกโดยความสมัครใจของภาคเอกชนเป็นหลัก

        ประเสริฐสุขกล่าวว่า ขณะนี้มีคณะกรรมการ 2 ระดับที่รัฐบาลสนับสนุน ระดับแรกคือ คณะกรรมการนโยบายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศแห่งชาติ โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ทำหน้าที่กำหนดนโยบาย 3 ด้านคือ
        1.นโยบายด้านการปรับตัวต่อผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ ปัญหาโลกร้อนและภัยธรรมชาติมีความรุนแรงจึงต้องวางแผนให้ประชาชนเตรียมพร้อม
        2.นโยบายด้านการดูดซับคาร์บอน เช่นการปลูกป่าเพิ่มพื้นที่สีเขียว ในอนาคตจะมีวิทยาการล้ำหน้า ที่กำลังทำวิจัยอยู่คือการกักเก็บคาร์บอนลงใต้ดินหรือทะเล และ
        3.นโยบายด้านการปลดปล่อยคาร์บอนในกลุ่มพลังงานและอุตสาหกรรม

        ระดับสองคือ คณะกรรมการ อบก.ประกอบด้วยผู้ทรงคุณวุฒิที่ได้รับการแต่งตั้งจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ทำหน้าที่พิจารณาให้ความเห็นชอบโครงการซีดีเอ็มของภาคเอกชนและส่งเสริมการซื้อขายปริมาณก๊าซเรือนกระจก เมื่อก่อนโครงการซีดีเอ็มต้องรอ ครม.อนุมัติ แต่เรื่องเหล่านี้เป็นเทคนิควิชาการจึงไม่จำเป็นต้องเข้า ครม. บอร์ดชุดนี้สามารถอนุมัติได้ทันที

        ภายใต้บอร์ดยังมีสำนักงานบริหารที่ชื่อว่าองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก มีหน้าที่หลัก 5 เรื่องคือ
        1.หน่วยวิเคราะห์โครงการซีดีเอ็มรวมทั้งโครงการลดก๊าซเรือนกระจกทั้งหมด
        2.ศูนย์ข้อมูลก๊าซเรือนกระจกที่รวบรวมสถานการณ์การปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศไทยในแต่ละภาคส่วนอย่างละเอียด ซึ่งข้อมูลปัจจุบันยังกระจัดกระจาย
        3.หน่วยส่งเสริมการตลาด แนะนำภาคเอกชนที่สนใจลงทุนโครงการซีดีเอ็มและโครงการลดก๊าซเรือนกระจก ทำงานคล้าย ๆ กับบีโอไอคือสนับสนุนแหล่งทุนเช่น ธนาคารโลก รวมทั้งติดตามราคมคาร์บอนเครดิตในตลาด
        4.หน่วยติดตามประเมินผล
        5.หน่วยพัฒนาศักยภาพ

        “ขณะนี้การจัดตั้ง อบก.ได้ประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาแล้ว แต่อย่างไรก็ตาม การตั้งองค์กรใหม่ต้องใช้เวลา ดังนั้น ในช่วงนี้มีบทเฉพาะกาลว่า ให้เลขาธิการสำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) ทำหน้าที่ผู้อำนวยการ อบก. และผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ทำหน้าที่รองผู้อำนวยการอบก.ไปจนกว่าจะมีการสรรหาผู้อำนวยการคนใหม่ภายในระยะเวลาไม่เกิน 6 เดือนนับจากวันที่ 7 ก.ค.” ประเสริฐสุขกล่าว

        สำหรับรูปแบบการดำเนิน “โครงการซีดีเอ็ม” คือให้ประเทศพัฒนาแล้วสามารถเข้าไปลงทุนทำโครงการร่วมกับประเทศกำลังพัฒนาเพื่อลดก๊าซเรือนกระจก ไม่ว่าจะในรูปแบบพลังงานหมุนเวียน พลังงานจากกากของเสีย เมื่อลดก๊าซเรือนกระจกได้ ปริมาณก๊าซเรือนกระจกที่ลดลงจะถูกคำนวณออกมามีหน่วยเป็น “ต้นของคาร์บอนไดออกไซด์” ส่วนต่างของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ลดได้ถ้าได้มีการพิสูจน์ ตรวจสอบ และรับรองอย่างเป็นทางการ แล้วจะได้รับ Certified Emission Reduction (CER) หรือเรียกว่าคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะสามารถซื้อขายกันได้

อย่างไรก็ตาม ยังมีภาคเอกชนบางรายไม่ได้ลงทุนกับต่างประเทศ เช่น บริษัทน้ำตาลมิตรผลที่ทำโครงการลดก๊าซเรือนกระจกโดยไม่มีต่างชาติมาร่วมลงทุนก็สามารถขายคาร์บอนเครดิตให้กับประเทศใดก็ได้

        สำหรับงานหลักที่จะต้องดำเนินอย่างเร่งด่วน ประเสริฐสุขกล่าวว่าจะมีการพิจารณาโครงการซีดีเอ็มซึ่งต้องมีประโยชน์ทางเศรษฐกิจ สังคมและสิ่งแวดล้อม ส่งผลให้เกิดการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในประเทศและส่งเสริมการพัฒนาที่ยั่งยืน ขณะนี้มีภาคเอกชนเสนอโครงการให้เราอนุมัติเกือบ 20 โครงการ โดยทางเราจะต้องออกหนังสือรับรองโครงการเพื่อให้ภาคเอกชนไปขอจดทะเบียนที่ประเทศเยอรมนีได้ ถ้าเราไม่ออกหนังสือรับรอง ภาคเอกชนจะไม่สามารถขายคาร์บอนเครดิตได้ ส่วนการออกหนังสือรับรองจะมีหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้เช่น ทำโครงการประเภทใด ใช้เทคโนโลยีอะไร ผลกระทบสิ่งแวดล้อมเป็นอย่างไร

        ในเมื่อมีการแก้ปัญหาโลกร้อนจำเป็นจะต้องมองที่สาเหตุคือการใช้พลังงานที่ก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจก แต่ขณะนี้ทั่วโลกกำลังให้ความสนใจกับกลยุทธ์ด้านการตลาดนำมาใช้แก้ปัญหาโลกร้อนผ่านระบบซื้อขายคาร์บอนเครดิตจะช่วยให้แก้ปัญหาสำเร็จหรือไม่

        รักษาการรอง ผอ.อบก.กล่าวว่า ปกติบ้านเราปริมาณการใช้พลังงานเพิ่มขึ้นปีละ 8 ล้านตัน แต่ถ้าเราจะทำโครงการซีดีเอ็มจะต้องควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้ดีขึ้น ยิ่งถ้าเราทำโครงการมาก ๆ จะดีต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมในบ้านเรา แต่ถ้ารำไม่ทำเราก็เสียโอกาสในแง่ของการลงทุน ซึ่งก่อให้เกิดการจ้างงานการขายคาร์บอนเครดิตก่อให้เกิดรายได้ ส่วนรัฐจะได้ในรูปของภาษี

        “เวลาเราทำโครงการซีดีเอ็ม แทนที่จะปล่อยน้ำเสียที่ได้มาตรฐานแล้ว ก็นำมาแปลงเป็นพลังงานโดยอาจมีเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่มเติม ซึ่งเป็นข้อดีคือ ชดเชยการใช้นำมันเตาและลดการสูญเสียรายได้บางโรงงานมีน้ำเสียเยอะถึงขนาดผลิตไฟฟ้าขายให้ กฟผ.เป็นการประหยัดเงินออกนอกประเทศ คนที่คิดกลไกตลาดนี้ถือว่าเก่ง” ประเสริฐสุขกล่าว

        การทำโครงการซีดีเอ็มเป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ในสิ่งที่เราสามารถทำแล้วมีผลมากกว่านั้นคือ นโยบายทางด้านพลังงาน ขณะนี้กระทรวงพลังงานก็ทำอยู่แล้วและจะต้องนำมาบูรณาการเชื่อมโยงกับเรื่องโลกร้อน เช่นการแปลงของเสียและมูลสัตว์ให้เป็นพลังงาน พวกฟาร์มหมูที่มีก๊าซมีเทนทำให้โลกร้อน 21 เท่าของคาร์บอนไดออกไซด์ เราสามารถแปลงเป็นพลังงานแทนที่จะปล่อยเขาสู่บรรยากาศ

        อีกส่วนหนึ่งคือ โครงการปลูกป่าเพิ่มพื้นที่สีเขียวเพื่อเอาคาร์บอนเครดิต จะต้องไม่ปลูกในพื้นที่อนุรักษ์ แต่ต้องปลูกในพื้นที่โล่งทั่วไป โดยมีหลักเกณฑ์ เช่น ต้องเป็นไม้ยืนต้น ขนาดรอบต้นไม้เท่าไหร่ ความหนาแน่นเท่าไหร่ และปลูกกี่ปีถึงจะคิดเป็นคาร์บอนเครดิตได้ ดังนั้น โครงการปลูกป่าเช่นนี้เมืองไทยยังไม่มีเลย ตอนนี้มีประเทศเดียวในโลกที่ขึ้นทะเบียนแล้วคือ ประเทศจีน เพื่อลดปริมาณการปล่อยก๊าซคาร์บอนของประเทศตัวเอง ขณะเดียวกันเขาสามารถขายคาร์บอนเครดิตให้ประเทศอื่นที่สนใจซื้อด้วย

        ส่วนการปรับตัวต่อผลกระทบการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศรักษาการรอง ผอ.อบก.กล่าวว่า ขณะนี้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ขานรับนโยบายไปทำวิจัยเพิ่มขึ้นโดยให้ความรู้กับภาคเกษตรเช่น อากาศแบบนี้ควรปรับเปลี่ยนวิธีเพาะปลูกอย่างไร การปลูกข้าวในนาที่มีน้ำขังก่อให้เกิดก๊าซมีเทน อาจจะต้องปรับลดระยะเวลาน้ำแช่ขังต้นข้าวให้น้อยลงส่วนกระทรวงพลังงานและกระทรวงอุตสาหกรรมจะมีบทบาทในเรื่องของการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกและกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งดูแลสุขอนามัยและคุณภาพชีวิตประชาชน เข้ามาดูว่าโลกร้อนก่อให้เกิดผลต่อสุขภาพอย่างไร

        การใช้หลักการตลาดมาเป็นแนวทางในการแก้ปัญหาโลกร้อนจะได้ผลเป็นรูปธรรมหรือไม่ คงจะต้องพิสูจน์กันในระยะยาว


หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ฉบับวันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2550
หน้า 4
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้277
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้508
mod_vvisit_counterรายเดือน9314
mod_vvisit_counterทั้งหมด631315