ความรู้เกี่ยวกับโรงงานสกัดน้ำมันปาล์ม

โรงงานสกัดน้ำมันปาล์มวิธีการผลิตน้ำมันปาล์ม ทะลายปาล์มประกอบด้วยผลปาล์มน้ำมันจำนวนมากติดอยู่กับก้านทะลาย ผลปาล์มน้ำมันประกอบด้วยน้ำมัน 2...
อ่านบทความเต็ม

บทความอื่น
พิมพ์ อีเมล์
ข้อเคลือบแคลงใจของนักวิชาการ

        ารเกิดขึ้นขององค์การบริหารจัดการภาวะก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) หรือ “อบก.” อันเป็นองค์กรใหม่ ในมุมมองจะเป็นเช่นไร รศ.ดร.สิตานนท์ เจษฎาพิพัฒน์ นักวิชาการที่ติดตามอย่างใกล้ชิด ในปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศและภาวะโลกร้อนรวมทั้งประเด็น “เครดิตคาร์บอน” ซึ่งจะเป็น “นวัตกรรมทางการค้ารูปแบบใหม่” กล่าวว่า ที่มาที่ไปของการจัดตั้งองค์การบริหารจัดการภาวะเรือนกระจกฯ มาจากคำสั่งของอดีตนายกรัฐมาตรี ทักษิณ ชินวัตร ซึ่งอดีตนายกฯ ทักษิณทองว่าเครดิตคาร์บอน จะเป็นช่องการทำธุรกิจอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งก็ถูกต้องแต่เมื่อพิจารณาถึงภาพรวมขององค์การแล้ว ยังเป็นการดำเนินงานที่แคบเกินไป เพราะการจะหาเงินจากการซื้อขายคาร์บอนเครดิต แต่ละเลยงานส่วนอื่น ๆ ทั้งที่การจัดตั้งองค์การมหาชนนั้นต้องมีบริบทการทำงานที่ครอบคลุมในลักษณะภาพรวมนโยบายของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ องค์การที่ตั้งขึ้นมาจึงควรจะเป็น War Room ของประเทศเรื่องภาวะโลกร้อน คาร์บอนเครดิตเป็นเพียงสิ่งนิดเดียว แต่การจะทำให้บทบาทองค์การครอบคลุมปัญหาเป็น War Room สู้กับปัญหาโลกร้อนแท้จริงได้นั้น ก็คือ การรื้อโครงสร้างใหม่ เวลานี้องค์กรตั้งแบบประนีประนอม คณะกรรมการชุดเก่าก็ยังอยู่ คณะกรรมการขององค์การมหาชนกำลังจะเกิดขึ้น การใช้อำนาจหน้าที่เก่าและใหม่ต่างกันอย่างไรถ้าเก็บชุดเก่าไว้จะทำงานร่วมกันอย่างไร หรือว่าต่างคนต่างทำ

        นักวิชาการคนเดิมแสดงความเห็นอีกว่า องค์กรมีความเป็นเป็นอิสระ ทั้งนี้ การกระทำการใด ๆ ต้องมีความรับผิดชอบ และที่สำคัญคือคำว่า อิสระ แปลว่าไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร ใครแนะนำไม่ได้ ไม่ต้องขอความเห็นชอบจากใครหรือเปล่า คิดว่าไม่เหมาะสมนัก เรื่องภาวะโลกร้อนถือเป็นประเด็นการเมือง เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม เป็นเรื่องนโยบาย ไม่ควรเป็นอิสระจากการเมือง เมื่อพิจารณาถึงปริมาณงานด้านซีดีเอ็มก็ยังไม่สามารถคาดคะเนได้ ในประเทศไทยมีปริมาณการซื้อขายคาร์บอนน้อย อีกทั้งยังไม่ได้มีการกำหนดพันธกรณีเรื่องซีดีเอ็มต่อไปหลังจากพิธีสารเกียวโตจะสิ้นสุดในปี 2555 นี่ก็ไม่แน่นอน การที่องค์กรเน้นงานขายคาร์บอนจึงไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสม มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องมาก ประเทศไทยยังไม่พร้อม แถมในปัจจุบันเรายังไม่มีการพัฒนาเทคโนโลยีกักเก็บคาร์บอนที่เท่าทันต่างประเทศ ทำให้ไม่ได้อะไรนัก

        “ก๊าซ CFC กลายเป็นสินค้าซื้อขายข้ามชาติ เกิดกำไร-ขาดทุนได้ ผู้ที่เข้ามาบริหารองค์กรนี้ต้องมีหัวธุรกิจ ไม่ใช่ขาดทุนสะสม แล้วรัฐเข้าไปอุ้มชู เอาเงินภาษีของประชาชนมาอุดรูรั่ว ถามว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นนี้ใครจะรับผิดชอบ จะมีมาตรการลงโทษอย่างไร ใครมานั่งบริหารก็วัดฝีมือกัน ผมคิดว่าองค์กรนี้ไม่ตาย แต่ไม่โต อายุคงไม่ยืนเพราะบทบาทจริง ๆ จะทำเรื่องคาร์บอนเครดิตอย่างเดียว” รศ.ดร.สิตานนท์กล่าวทิ้งท้าย


หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์
ฉบับวันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ. 2550
หน้า 4
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
mod_vvisit_counterวันนี้277
mod_vvisit_counterเมื่อวานนี้508
mod_vvisit_counterรายเดือน9314
mod_vvisit_counterทั้งหมด631316