โลกร้อน / ออฟโรดดิบ / การอนุรักษ์
บังอบายเบิกฟ้า ธรรมเกียรติ กันอริ
เอาเป็นว่ารับรู้กันทั่วไปถึงเรื่องโลกร้อน ส่วนการตระหนักนั้น เห็นจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
โลกมิใช่เพิ่งมาร้อนเดี๋ยวนี้ความจริงสั่งสมความร้อนมาเรื่อย ๆ ตามเงื่อนไขที่สร้างความร้อนนั่นแหละสมัยพุทธกาล มีผู้บ่นว่าร้อน ๆ ให้พระพุทธเจ้าได้ทรงสดับ เมื่อผู้นั้นเข้ามาใกล้พระพุทธองค์ จงทรงเทศนาโปรดซึ่งเป็นที่มาของอาทิตย์ปริยสูตรว่า ความร้อนอันไม่มีอันใด เป็นความร้อนของโทสะ โมหะ และโลภะ
ครั้งพุทธกาล ปัจจัยภายนอกที่เป็นความร้อนจากดินฟ้าอากาศคงไม่กระไรนัก เพราะพระอยู่ป่า อยู่รุกขมูลคือโคนไม้ เว้นแต่ความร้อนจากกิเลสภายในที่ยิ่งกว่าความร้อนของอาทิตย์
ปัจจุบัน โลกธรรมชาติเป็นปัจจัยต่อความร้อน ๆ ความร้อนเพราะเรือนกระจก ความร้อนจากผืนป่าถูกทำลาย กรณีของป่าถูกทำลายสัมพันธ์กับความร้อนอย่างไรนั้น มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ว่า พื้นที่ป่า 1 ไร่ จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ปริมาณ 1 ตันต่อปี ดังนั้น การสูญเสียผืนป่าจึงไม่เพียงเสียความสมดุลทางนิเวศอื่น ๆ เท่านั้น ยังเป็นมูลเหตุสำคัญของการก่อความร้อนด้วย
องค์การสิ่งแวดล้อมโลก อ้างถึงข้อมูลทีได้จากผลการศึกษาขององค์การอนามัยโลกว่า นับจากปี พ.ศ.2543 การเปลี่ยนแปลงทางสภาพภูมิอากาศโลก มีส่วนคร่าชีวิตประชากรมากกว่า 1 ล้านคน ทั้งโดยตรงและทางอ้อม จากจำนวนดังกล่าวมากกว่าครึ่งหนึ่งของผู้เสียชีวิตอาศัยในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีประชากรหนาแน่นมากที่สุด สถิติการตายดังกล่าวยังไม่รวมถึงการตายอันเกิดจากมลพิษทางอากาศในเมืองใหญ่ที่มีส่วนนำมาซึ่งความตายประชากรโลก 800,000 คนโดยประมาณต่อปี
ฤดูฝนนั้นว่ากันว่าเป็นโลว์ซีซั่นของการท่องเที่ยว ใครจะขับเคลื่อนการโฆษณาชักชวนให้คนไปเที่ยวเพื่อทำเงินจากการท่องเที่ยวได้อย่างไรก็ทำกันไป ส่วนวิธีการได้มาซึ่งเงินจากกิจกรรมนั้น ๆ จะทำลายอะไรในทางสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม ตลอดจนศักดิ์ศรีของมนุษย์ ดูจะไม่มีใครคิดถึง
ฤดูฝนเป็นที่ยินดีของเกษตรกรที่พึ่งน้ำฝนแล้ว ฤดูฝนอันชุ่มฉ่ำดินแฉะ สร้างอุปสรรคการเดินทางในราวป่า ยังเป็นที่ร่าเริงบันเทิงในแก่พวกทัวร์ด้วยคาราวานออฟโรด มันสนองตัณหาความเถื่อนความดิบเป็นอย่างดี เพราะเส้นทางเถื่อนทุลักทุเลเท่าไหร่เป็นได้ออกอาวุธจากออฟโรดกันสุดกำลัง
คาราวานออฟโรดปกปิดความดิบความเถื่อน ผ่านม่านพรางตาด้วยตัณหานักบุญว่า ลุยป่าเข้าไปเอาของแจกและจ่ายเงินให้แก่เจ้าหน้าที่แล้วคันละ 500 บาท จากนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องแยแสกับความเสียหายใด ๆ ที่เกิดขึ้น แน่นอนว่าความเสียหายมันมากกว่าเศษเงินที่เขี่ย ๆ ให้
ตัวอย่างก็คือคาราวานออฟโรด ที่ลุยเข้าไปสู่คลิตี้ล่าง ต.ชะแล อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี ซึ่งทำให้ชาวบ้านที่มีอยู่ 60 ครัวเรือนได้รับความเดือดร้อนอย่างพร้อมเพรียงกัน เพราะเส้นทางสัญจรของหมู่บ้านเสียหายยับเยินจากรถขนาดใหญ่ของคาราวานออฟโรด พวกเขาตะลุยสู่เขตที่เตรียมประกาศเป็นอุทยานแห่งชาติลำคลองงู
ทำไมจึงเดือดร้อน
บางทีออฟโรดก็ลงไปในแปลงเกษตร หรือแม้วิ่งไปบนเส้นทางของหมู่บ้านในหน้าฝนเช่นนี้ แรงกดของน้ำหนักรถ ทำให้ถนนเป็นหลุมลึกถึง 1เมตร ลากออกไปยาวถึง 5 กิโลเมตรก็มี
ถนนที่ชาวบ้านช่วยกันปรับดิน ช่วยกันทำเพื่อใช้งานของตนพลอยมาพังเพราะออฟโรด จะส่งลูกไปโรงเรียนนอกหมู่บ้านก็ลำบาก เพราะที่คลิตี้ล่างไม่มีโรงเรียนในหมู่บ้านของตนเอง และลำบากในการใช้ถนนที่หมดความเป็นถนนที่เคยสัญจรได้ เพื่อบรรทุกสินค้าเกษตรออกจากหมู่บ้าน
เรื่องอย่างนี้ คุณบุญส่ง จันทร์ส่องรัศมี รองประธานกลุ่มอนุรักษ์กาญจน์ ถึงกับออกปากว่าลักษณะนักท่องเที่ยวผจญภัยด้วยคาราวานออฟโรด ไม่เข้าใจวัฒนธรรม ขาดความเคารพในศักดิ์ศรีของคนพื้นบ้านพื้นถิ่น ไม่เข้าใจวิถีชีวิต และไม่เรียนรู้วิถีชีวิตของเขาซึ่งตนได้เข้าไปทำลายด้วยคาราวานออฟโรด
ขณะที่คุณอำนาจ ผการัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรียังพ้อกล่าวถึงอย่างถนอมน้ำใจที่เห็นว่า ด้านหนึ่งพวกคาราวานออฟโรดอ้างนำของมาแจกเป็นการทำกุศล แต่อีกด้านหนึ่งกลับเป็นภัยสร้างความเสียหายแก่ชาบ้านและทรัพยากรธรรมชาติ
ผู้ว่าฯ ท่านว่าจะนำมาแลกกันก็ไม่ได้
ปัญหาอย่างนี้บางทีชาวคาราวานออฟโรดอาจไม่รู้ตัว คือไม่รู้ว่ารสนิยมดิบและกิจกรรมเถื่อนของตนสร้างความเดือดร้อนแก่ใครบ้าง
การรณรงค์ให้คนอื่นไปเที่ยวที่การท่องเที่ยวฯ ทำนั้น ไม่น่าอยู่ที่โฆษณาชวนเชื่อสถานที่ท่องเที่ยว ส่วนหนึ่งควรให้การศึกษาอบรมให้คนท่องเที่ยวมีวัฒนธรรมของการเป็นนักท่องเที่ยวที่ดี รักและรักษาธรรมชาติกับสิ่งแวดล้อม โฮมสเตย์มิใช่เพียงเพื่อการสร้างรายได้ให้แก่ชาวบ้าน หรือเปิดมิติใหม่ของการท่องเที่ยว แต่ทว่าคือการสามารถเรียนรู้ต่อกันที่ต่างสถานะต่างวัฒนธรรม เรียนรู้อย่างเคารพในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ รู้จักมิติของความแตกต่างที่มิใช่แตกแยกอย่างขนานแท้
การรักษาวัฒนธรรม รักษาทรัพยากรธรรมชาติ ไม่เพียงเรียกร้องจากชาวบ้าน มองในแง่รัฐโดยรัฐบาล พร้อมหรือยังที่จะเป็นแบบอย่าง ไม่เพียงกำจัดเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ทำให้เอกชนสามารถครองกรรมสิทธิ์ที่ดินทั้งที่เป็นป่าสงวน หรือกรมป่าไม้ยิ่งโต หรือเรียกชื่อเป็นอย่างอื่น ไม้ป่ายิ่งหมดป่า การอนุรักษ์ในด้านอื่น ๆ ที่รัฐควรทำเป็นแบบอย่างยังมีอีกมาก เช่น
การฟื้นฟูอนุรักษ์แหล่งหลักฐานสำคัญทาง ธรณีวิทยา “สุสานหอยขม” อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง
เรื่องนี้ เริ่มเมื่อ พ.ศ.2546 การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ (กฟผ.) พบซากหอยขมบนแปลงประทานบัตรที่มอบให้แก่บริษัท อิตาเลียนไทยดีเวล๊อปเมนต์ จำกัด (มหาชน) เพื่อเปิดหน้าดินขุดลิกไนต์นำไปผลิตไฟฟ้า
หลังจากพบ กรมทรัพยากรธรณี ได้ดำเนินการตรวจสอบจึงรู้ว่าเป็นชั้นหอยขมดึกดำบรรพ์ ความหนา 12 เมตร พื้นที่ 43 ไร่ จัดเป็น 1 ใน 3 ของโลก ที่มีความหนาเกิน 10 เมตร ของเราหนาที่สุดถึง 12 เมตรอยู่ในวงศ์ VIVIPARIDEA และช่วงอายุจูราสสิก หรือ ประมาณ 200 ล้านปีก่อนปัจจุบัน
กฟผ.เสนอแนวเลือกเพื่อจัดการ 2 แนวคือ
1. เก็บพื้นที่ฟอสซิลหอยไว้ 18 ไร่ ซึ่งเท่ากับสูญถ่านลิกไนต์ 4 แสนตัน คิดมูลค่าถ่านหินเป็นเงิน 200 ล้านบาท
2. อนุรักษ์ฟอสซิลหอยทั้งหมด 43 ไร่ ซึ่งเท่ากับสูญถ่านลิกไนต์ 265 ล้านตัน คิดมูลค่าแร่ประมาณ 132,500 ล้านบาท
ด้วยค่าที่เห็นความเป็นสุสานหอยมีคุณค่าทางประวัติศาสตร์ธรณีวิทยาอันประเมินค่ามิได้ (คือมีค่ามากอย่างยิ่งสุดประเมิน) คณะกรรมการกลั่นกรองจึงบันทึกเสนอคณะรัฐมนตรีระบุว่าเป็นมรดกโลก จึงควรอนุรักษ์ทั้ง 43ไร่
คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบตามแนวทางของคณะกรรมการกลั่นกรองเสนอ เมื่อวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2547
แต่ กฟผ.มีหนังสือร้องเรียนให้ทบทวนเพราะเป็นการกระทบกระเทือนต่อการดำเนินงานของ กฟผ.
การประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 29 มิถุนายน 2547 ซึ่งมี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรีขณะนั้น เสนอว่า ถ้าสงวนพื้นที่อนุรักษ์ 18 ไร่ ก็คงไม่กระทบกระเทือน กฟผ.สักเท่าไหร่ พร้อมมอบให้ ร.ต.อ.ปุระชัย เปี่ยมสมบูรณ์ รองนายกฯ รับเรื่องไปศึกษา
ต่อมามีการอ้างผลสำรวจของ ดร.อดุล วิเชียรเจริญ ประธานคณะกรรมการแห่งชาติว่าด้วยสัญญาคุ้มครองมรดกโลกว่า ฟอสซิลหอยบริเวณดังกล่าว ไม่สามารถใช้ศึกษาวิวัฒนาการของสิ่งมีชีวิตไม่สามารถบ่งบอกอายุได้ชัดเจน ขาดความหลากหลายทางชีวภาพไม่สามารถประกาศเป็นมรดกโลก
การอ้าง ดร.อดุลนั้น พึงสังเกตว่า ดร.อดุลเป็น ดร.ทางปรัชญามิใช่ทางธรณีวิทยา แต่การรายงานอ้างคณะกรรมการที่ดร.อดุลเป็นประธาน ความจริงของข้ออ้างนี้ ขัดกับผลการศึกษาสำรวจกรมทรัพยกรธรณีอย่างขาวกับดำ
ถ้ากรมทรัพยากรธรณีทำงานผิดพลาด ความรู้ไม่พอเพียงนั้น ปล่อยให้คนอื่นลอยชายมาลูบคมง่าย ๆ ก็ไม่น่ากินเงินเดือนจากภาษีราษฎรต่อไป
ตลกร้าย ที่คณะรัฐมนตรีเชื่อการอ้าง ดร.อดุล ไม่เชื่อกรมทรัพยากรธรณี จึงกลับมติ ครม. เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2547 จึงให้อนุรักษ์พื้นที่สุสานหอยขมฟอสซิล 18 ไร่
7 เมษายน 2548 ตัวแทนกลุ่มผู้คัดค้าน กฟผ.และรัฐบาล จึงยื่นฟ้องศาลปกครอง
ให้ ครม.ตกเป็นจำเลยที่ 1
รมว.อุตสาหกรรม จำเลยที่ 2
กรมอุตสาหกรรมพื้นฐานฯ จำเลยที่ 3
กฟผ.จำเลยที่ 4
และขอให้ศาลวินิจฉัยประเด็นที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่มติ ครม. คำสั่งนั้น ๆ ขัดกฏหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่ พร้อมนี้ของให้ศาลปกครองมีคำสั่งคุ้มครองชั่วคราว เพื่อให้ กฟผ.ยุติการขุดชั่วคราว หรือดำเนินการใด ๆ จนกว่าศาลจะมีคำพิพากษา
และแล้วศาลปกครองกลาง แถลงคำพิพากษา เมื่อวันที่ 26 กรกฎาคม 2550 ให้กฟผ.ระงับการขุดถ่านหินบริเวณแหล่งฟอสซิล “สุสานหอยขม” อ.แม่เมาะ จ.ลำปาง และให้ดำเนินการเพื่อฟื้นฟูอนุรักษ์แหล่งหลักฐานสำคัญทางธรณีวิทยาแห่งนี้
ครับ การอนุรักษ์ใด ๆ รัฐทำโดยสมัครใจ ไม่ต้องให้ชาวบ้านต้องขอพึ่งศาลปกครองได้ไหม
หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับประจำวันจันทร์ที่ 6 สิงหาคม พ.ศ.2550 หน้า 5 |
|