วิถีพลังงานชุมชน ของคนพอเพียง
อีกก้าวของความมั่นคงทางพลังงาน

รู้ทันพลังงาน
•...ศศิธร อบกลิ่น
โครงการจัดทำแผนพลังงานชุมชนกระทรวงพลังงาน

ลอด 3 ปี (2549-2551) ของการเดินหน้าโครงการจัดทำแผนพลังงานชุมชน 80 ชุมชน สนองพระราชดำริ “เศรษฐกิจพอเพียง” ของสำนักนโยบายและยุทธศาสตร์ สำนักงานปลัดกระทรวงพลังงาน ด้วยมองเห็นศักยภาพชุมชนในการจัดการด้านพลังงานที่ชุมชนทำเองได้ ภายใต้การบริหารจัดการทรัพยากรท้องถิ่นที่สามารถนำมาเปลี่ยนเป็นพลังงานทดแทนใช้ในการดำเนินชีวิตนั้นทำได้จริง

        “แผนพลังงานชุมชน” คือ สิ่งที่เกิดขึ้นกับทุกชุมชนที่เข้าร่วมในระยะเวลาที่ต่างกันพร้อมกับกลไกการทำงานร่วมกัน ระหว่างภาคชุมชนและภาควิชาการ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่พลังงานจังหวัด หรือสำนักงานพลังงานภูมิภาค ซึ่งเป็นตัวแทนกระทรวงพลังงานไปเผยแพร่ความรู้สร้างความเข้าใจ “พลังงานเรื่องใกล้ตัว” และนำเสนอเทคโนโลยีพลังงานทางเลือก หรือพลังงานทดแทนหลากหลายประเภท ให้ชาวบ้านเลือกนำไปใช้ได้อย่างเหมาะสมกับความต้องการ เพื่อประโยชน์สูงสุดของการใช้พลังงานอย่างคุ้มค่า และไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

        ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในชุมชนส่วนใหญ่ที่เข้าร่วม คือ การต่อยอด หรือนำเทคโนโลยีที่กระทรวงพลังงานนำมาให้นั้น นำไปประยุกต์ต่อเพื่อการใช้งานที่สะดวก และสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละคน แต่ละชุมชนที่แตกต่างกัน การลองทำ ลองใช้ ให้เห็นผลกระจ่างชัดแล้วจึงบอกต่อ

        “สาธิตพร้อมอธิบาย” จึงเป็นพฤติกรรมที่เกิดขึ้นโดยอัตโนมัติของวิทยากรตัวคูณพลังงาน หรือนักวางแผนพลังงานชุมชนที่ไม่หวงแหนความรู้ เกิดเครือข่ายวิทยากรตัวคูณพลังงานขึ้นอยู่ในทุกกลุ่มคนของชุมชน ไม่ว่าจะเป็นอันดับแรก คือ แกนนำ ต่อมาคือ ชาวบ้านที่สนใจ และนำไปทำจริงจึงขยายผลต่อกับเพื่อนบ้านใกล้เคียงหรือในหมู่ญาติมิตร กับอีกกลุ่ม คือ เยาวชนที่เป็นพลังเสริมแต่ยั่งยืน

        ภาพที่เกิดขึ้นในชุมชน ที่ทำตามแผนพลังงานชุมชนอย่างแข็งขัน คือ เกิดการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต สร้างวิถีพลังงานชุมชนที่ไปได้ดีกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง จุดเด่นของเทคโนโลยีพลังงานที่ถูกนำไปปรับใช้ ไม่ได้เกิดประโยชน์เฉพาะตัวผู้ปฏิบัติ แต่ยังสร้างผลดีต่อชุมชนคนรอบข้าง และสังคมประเทศโดยรวมเมื่อเราสามารถสร้างทางเลือกการใช้พลังงานทดแทนขึ้นได้เอง และมีการจัดการอย่างครบวงจร การจัดการพลังงานอย่างยั่งยืนจึงเกิดขึ้นได้ภายใต้สองมือของทุกคนที่ช่วยกัน ไม่ต้องหวั่นวิตกกับภาวะความไม่แน่นอนของน้ำมัน ที่ต้องนำเข้าจากต่างประเทศอีกต่อไป

        เมื่อยอมรับว่าพลังงานเป็นเรื่องใกล้ตัวการจัดการพลังงานของชุมชนที่ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งชุมชนจึงเกิดขึ้นในหลายด้าน อาทิ 1.ด้านเทคโนโลยีพลังงานชุมชนเกิดผลชัดเจนในหลายตำบล ตัวอย่างเช่น ชาว อบต.พลับพลาชัย จ.สุพรรณบุรี สิ่งที่เกิดคือความคึกคักของชุมชนกับการเลือกใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน การทำถ่านอัดแท่งจากขี้เถ้าแกลบดำของโรงไฟฟ้าชีวมวลในพื้นที่

        คล้ายกันกับ อบต.นาหมอบุญ จ.นครศรีธรรมราช ที่ อบต.และบรรดาแกนนำพร้อมใจกันผลักดันเต็มที่ ทั้งคน เครื่องมือ และงบประมาณ ทำให้ยังคงใช้พลังงานเท่าเดิมแต่ค่าใช้จ่ายด้านพลังงานกลับลดลงเรื่อย ๆ โดยมีเทคโนโลยีเพื่อการจัดการพลังงานในแบบเฉพาะของคนนาหมอบุญเป็นเครื่องมือ

        2.ด้านการพัฒนาประชาธิปไตย (การมีส่วนร่วม) ตัวอย่างเช่น อบต.ถ้ำรงค์ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี มีจุดเด่นของการขยายผลแผนพลังงานชุมชน ผ่านกระบวนการจัดทำแผนพลังชุมชน ทุกด้านเกิดขึ้นจากการมีส่วนร่วมของชาวชุมชน ที่มีกิจกรรมพลังงานแทรกอยู่ในวิถีชีวิตประจำวัน และวิถีอาชีพที่เห็นตรงกันว่าต้องเป็นไปเพื่อการอนุรักษ์พลังงานด้วย เช่น กิจกรรมท่องเที่ยวชุมชนที่ให้ใช้จักรยานแทนการใช้รถยนต์

        3.ด้านการพัฒนาวิสาหกิจชุมชน (กลุ่มอาชีพด้านพลังงาน) มี 7 ชุมชน ที่ได้รับการนำเสนอว่าเกิดรูปธรรมจริง คือ อบต.หนองแซง อ.หันคา จ.ชัยนาท อบต.หนองโพรง อ.ศรีมหาโพธิ จ.ปราจีนบุรี อบต.ตาอ็อง อ.เมืองสุรินทร์ จ.สุรินทร์ อบต.กุดน้ำใส อ.น้ำพอง จ.ขอนแก่น อบต.ก้อเอ้ อ.เขื่องใน จ.อุบลราชธานี อบต.ทุ่ง อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี อบต.ท่าข้าม อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา

        ในทุกชุมชนเกิดอาชีพที่มาจากการต่อยอดเทคโนโลยีพลังงานชุมชนออกมาเป็นผลิตภัณฑ์สินค้าชุมชน ทำรายได้เป็นอาชีพเสริม จากผลพวงการบริหารจัดการพลังงานทดแทนในชุมชน ไม่ว่าจะเป็นถ่านจากกิ่งไม้ที่เคยไร้ค่าถ่านผลไม้เหลือทิ้งในบรรจุภัณฑ์เก๋ ๆ ใช้ดูดกลิ่นในตู้เย็น น้ำส้มควันไม้ที่ใช้ประโยชน์ได้สารพัด

        ที่สำคัญหลายชุมชนเกิดกลุ่มอาชีพช่างผลิตเตาเผาถ่าน เตาซูเปอร์อั้งโล่ประหยัดพลังงาน เตาชีวมวล ในแบบที่ถูกประยุกต์ให้เหมาะกับการใช้ของแต่ละพื้นที่ จำหน่ายให้กับคนในตำบลและนอกพื้นที่

        4.ด้านการศึกษา (กิจกรรมการเรียนการสอนด้านพลังงาน) ชุมชนส่วนใหญ่มองภาพความยั่งยืนด้านการจัดการพลังงานชุมชน โดยมุ่งเป้าหมายไปที่การปลูกฝังเด็กและเยาวชน ในรั้วโรงเรียนและในชุมชนเกิดความรู้ ความเข้าใจว่าเรื่องพลังงานเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่เกี่ยวข้องในชีวิตประจำวันของทุกคน และมีพลังงานหลายชนิดสามารถบริหารจัดการให้เกิดความยั่งยืนได้จากทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน สร้างพฤติกรรมการใช้พลังงานอย่างรู้คุณค่า

        5.ด้านการท่องเที่ยว (ศูนย์การเรียนรู้เพื่อเป็นที่ศึกษาดูงาน) มีตัวอย่าง 2 ชุมชน ที่ทำเรื่องนี้อย่างเข้มข้น คือ อบต.ดอนหญ้านาง อ.ภาชี จ.พระนครศรีอยุธยา เป็นชุมชนที่เน้นการเลือกนำเทคโนโลยีพลังงานไปใช้ให้สอดคล้องกับความต้องการที่หลากหลายของคนในชุมชน ซึ่งมีทั้งทำนา ทำสวน และค้าขาย รวมทั้งเดินหน้าสร้างจิตสำนึกผ่านการทำงานกับโรงเรียน และนักเรียนในพื้นที่หวังการเรียนรู้ที่ซึมลึกว่าพลังงาน คือ ส่วนหนึ่งของชีวิตที่ต้องใส่ใจและจัดการ จึงเกิดแหล่งเรียนรู้จากการทำจริงกระจายอยู่ทั่วชุมชน

        6.ด้านสุขภาวะและสิ่งแวดล้อม ผลอีกด้านหนึ่งของการจัดการพลังงานชุมชนไปใช้อย่างมีเป้าหมาย ดังตัวอย่าง ต.คอรุม อ.พิชัย จ.อุตรดิตถ์ ที่มีสำนักงานพลังงานภูมิภาคที่ 9 เข้ามาเสริมต่อแนวทางเศรษฐกิจพอเพียง ที่ชุมชนทำอยู่เดิมอย่างเข้มแข็งนั้นให้มั่นคงยิ่งขึ้น มีการอบรมทำปุ๋ยอินทรีย์ ซึ่งการลดการใช้สารเคมีจะช่วยให้สุขภาพของคนในชุมชน และสิ่งแวดล้อมดีขึ้น มีจุดเผยแพร่ ศูนย์เรียนรู้พลังงาน มีการอบรมการทำไบโอเซล อบรมเผาถ่าน เป็นต้น

        7.ด้านบัญชีพลังงานครัวเรือน การทำบัญชีค่าใช้จ่ายด้านพลังงานถือเป็นหัวใจ หรือจุดเริ่มต้นของการได้มาซึ่งข้อมูลในการสร้างความร่วมมือหาทางออกของการประหยัด ลดค่าใช้พลังงาน แทบทุกชุมชนใช้เป็นเครื่องมือ รวมทั้ง อบต.บางโปร่ง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ที่สำนักงานพลังงานภูมิภาคที่ 1 ได้เข้าไปเชื่อมต่อแนวทางการพัฒนาชุมชนในวิถีเศรษฐกิจพอเพียง ในแบบเฉพาะของสังคมกึ่งเมืองกึ่งอุตสาหกรรม ที่มีทรัพยากรที่จะแปลงมาเป็นพลังงานทดแทนได้นั้นมีน้อย ชุมชนจึงเดินหน้าด้วยการสร้างจิตสำนึกกับเครื่องมือ “บัญชีพลังงานครัวเรือน” ที่ไม่ต้องลงทุน เพราะทุกคนทำได้ด้วยตัวเองและทำได้ตลอดเวลา

        นี่คือ การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นจากการรู้จักการบริหารจัดการและการใช้พลังงานชุมชนอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นวิถีพลังงานชุมชนของคนพอเพียง ที่กำลังขยายผลออกไปอย่างกว้างขวาง และเราทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ และเริ่มได้ตลอดเวลา เราสามารถช่วยจัดการกับปัญหาพลังงานให้หมดไปได้ เมื่อเรารู้จักพึ่งตนองและใช้ชีวิตด้วยความพอประมาณ ความมีเหตุผล และมีภูมิคุ้มกัน อันเป็นหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง ที่จะนำไปสู่การจัดการพลังงานชุมชนอย่างยั่งยืน

หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์
ฉบับวันจันทร์ที่ 26 มกราคม พ.ศ.2552 หน้า B6