Green The World
เทคโนโลยีและการขับขี่รถยนต์ อีกหนึ่งทาง เพื่อลดโลกร้อน
นอกเหนือจากการติดตามข่าวสารที่เกี่ยวกับภาวะโลกร้อน รวมถึงการปรับพฤติกรรมในการใช้ชีวิตนานัปการแล้ว ไม่อาจปฏิเสธได้เลยว่ารถยนต์ คือหนึ่งในตัวการสำคัญที่ช่วยเร่งปฏิกิริยาเรือนกระจก และทำให้โลกของเราร้อนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนผู้ผลิตรถยนต์หลายรายต้องออกมาให้ความสำคัญในการผลิตรถยนต์ที่ปล่อยมลพิษน้อยลง |
ในรอบทศวรรษที่ผ่านมา คำว่ารถยนต์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมเริ่มมีการใช้กันอย่างแพร่หลายมากขึ้น ค่ายรถเกือบทุกแห่งมีการทุ่มงบประมาณเพื่อคิดค้นรถยนต์ที่ทำร้ายโลกของเราให้น้อยที่สุดในหลายทวีปเริ่มมีการออกมากำหนดค่ามลพิษไอเสียที่ปล่อยออกจากรถยนต์แต่ละคัน หรือจากผู้ผลิตรถยนต์แต่ละรายเพื่อใช้เป็นมาตรฐานเพื่อผู้ผลิตรถยนต์รู้จักรักและห่วงใยสิ่งแวดล้อมกันเพิ่มมากขึ้น
สำหรับประเทศไทยเอง ก็มีการกำหนดมาตรฐานไอเสียที่วิ่งตามมาตรฐานการผลิตรถยนต์ในยุโรปอยู่ล้าหลังกันไปประมาณ 4-5 ปี ซึ่งในตอนนี้ในประเทศไทยเองก็เริ่มพูดกันถึงมาตรฐานไอเสียระดับยูโร-4 กันมากขึ้นและผู้ผลิตรถยนต์ทุกรายต่างก็ออกมาประกาศความพร้อมเพื่อที่จะรับมือกับมาตรฐานดังกล่าวในอนาคตอันใกล้นี้
• เทคโนโลยี เครื่องยนต์ ลดโลกร้อน
จริง ๆ แล้วนอกจากระบบเครื่องยนต์สันดาปภายในที่มีการใช้กันอยู่ในปัจจุบันเราจะเห็นค่ายรถหลายค่ายที่เริ่มโชว์เทคโนโลยียานยนต์แห่งโลกอนาคตกันบ้างแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการใช้ไฟฟ้ามาช่วยเหลือการทำงานของเครื่องยนต์ ที่เรียกกันว่าระบบไฮบริด การใช้ไฟฟ้าเป็นพลังงานหลักในการขับเคลื่อนรถยนต์หรือแม้แต่การพัฒนาไปใช้ระบบฟิวเซลล์ ซึ่งถือเป็นระบบยานยนต์แห่งโลกอนาคตอย่างแท้จริง
มาทำความรู้จักกันไปทีละชนิด เริ่มกันที่เครื่องยนต์ไฮบริด ที่ระยะหลังดูกลายจะเป็นมาตรฐานสำหรับรถยนต์รุ่นใหม่ ๆ ไปเสียแล้ว ที่จะต้องมีเครื่องยนต์ใหม่ ๆ ไปเสียแล้ว ที่จะต้องมีเครื่องยนต์ลูกผสมนี้เป็นทางเลือกกับเขาสักรุ่น
ไฮบริดคือการจับคู่กับของแหล่งกำเนิดพลังงาน 2 ประเภทที่จะเข้ามาทำงานสนับสนุนกันเอง เพื่อให้ได้เครื่องยนต์ที่ตอบสนองความต้องการในเรื่องของการประหยัดพลังงานและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
เพราะโดยส่วนใหญ่แล้ว เครื่องยนต์ไฮบริดมักจะเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในที่ต้องใช้เชื้อเพลิงน้ำมัน แต่ผ่อนการทำงานลงด้วยการนำระบบมอเตอร์ไฟฟ้ามาสนับสนุนการทำงาน โดยเครื่องยนต์จะทำหน้าที่ขับเคลื่อนรถเป็นหลัก และตัวมอเตอร์ไฟฟ้าจะทำหน้าที่ช่วยเหลือให้มีการลดการใช้งานน้ำมันลง ด้วยรูปแบบและการทำงานที่แตกต่างกันออกไป
อย่างไรก็ตาม มีเครื่องยนต์ไฮบริดบางประเภทที่ไม่ได้ใช้การทำงานของ 2 ระบบ แต่เป็นการพัฒนาเครื่องยนต์ขึ้นมาด้วยการนำข้อดีของเครื่องยนต์ที่แตกต่างกันเข้ามาไว้ด้วยกัน เช่น เมอร์เซเดส-เบนซ์ ที่เปิดตัวเครื่องยนต์ดีซอตโต ลูกผสมระหว่างเครื่องยนต์เบนซินและดีเซล ที่ให้ได้เครื่องยนต์ที่สะอาดเหมือนเบนซิน แต่ให้สมรรถนะเหมือนเครื่องดีเซล อันนั้นก็จัดอยู่ในกลุ่มนี้
ไฮบริดเป็นระบบเครื่องยนต์ที่กำลังจะกลายมาเป็นมาตรฐานสำหรับรถยนต์ในอนาคตอันใกล้นี้ ซึ่งในปีหน้า ประเทศไทยก็จะมีการผลิตรถยนต์ไฮบริดในประเทศไทยเช่นกัน
พัฒนาการอีกขั้นหนึ่งของไฮบริด ก็คือการเปลี่ยนการทำงานระหว่างเครื่องยนต์และระบบมอเตอร์ไฟฟ้า ด้วยการให้มอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาทำหน้าที่ในการขับเคลื่อนเครื่องยนต์แทน และให้เครื่องยนต์ขนาดเล็กทำหน้าที่ในการหมุนมอเตอร์ไฟฟ้าเพื่อสร้างกระแสไฟฟ้าไปใช้ในการขับเคลื่อนรถยนต์
วอลโว่ พัฒนาระบบนี้ขึ้นมาสำเร็จกับรถต้นแบบอย่าง วอลโว่ รีชาร์จ คอนเซปต์ ก่อนที่ค่ายจีเอ็มจะเดินหน้าโครงการอย่างเต็มที่ ภายใต้ชื่อที่เรียกว่า E-REV (Extended-Range Electric Vehicle) และได้พัฒนาออกมาเป็นรถคันที่จำหน่ายจริงในโมเดล เชฟโรเลต โวลต์ ที่เปิดตัวในงานฉลองครบรอบ 100 ปี จีเอ็มไปก่อนหน้า และต้นแบบคันหนึ่งก็มาจัดแสดงอยู่ที่งานมหกรรมยานยนต์ในปีนี้ด้วย
ความคิดที่เปลี่ยนแปลงไปของวิศวกรผู้พัฒนารถยนต์ ที่นำมาประดิษฐ์เป็นรถยนต์ระบบนี้ ก็คือการสลับการทำงานให้เครื่องยนต์ทำหน้าที่ก่อให้เกิดกระแสไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว ขณะที่การขับเคลื่อนรถยนต์เป็นหน้าที่ของระบบไฟฟ้าทั้งหมด ที่อาจจะใช้รูปแบบการทำงานที่แตกต่างกันไปได้
นั่นก็หมายความว่าเครื่องยนต์ที่นำเข้ามาติดตั้งไม่จำเป็นต้องเป็นเครื่องยนต์ขนาดใหญ่ และยังสามารถใช้พลังงานทางเลือกได้อย่างหลากหลาย เนื่องจากไม่ต้องกังวลในเรื่องของสมรรถนะในการขับจี่ คิดแต่เรื่องการหมุนมอเตอร์เพื่อก่อพลังไฟฟ้าเพียงอย่างเดียว
นอกจากนี้ ในการใช้งานจริงก็ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องยนต์ เพราะรถคันนี้จะสามารถชาร์จไฟได้ด้วยไฟฟ้าในครัวเรือน และสามารถวิ่งได้ในระยะทางพอสมควร หากไม่ใช้งานอย่างหนักหนาเกินไปในแต่ละวัน ก็เรียกได้ว่ารถคันนี้เป็นรถยนต์พลังงานไฟฟ้าแบบสมบูรณ์แบบ
ซึ่งในอนาคตมีผู้ผลิตหลายรายที่กำลังสนใจระบบนี้อยู่ และเดินหน้าเพื่อพัฒนาออกมาจำหน่ายอย่างจริงจัง รวมถึงพัฒนาเพื่อให้ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องยนต์อีกต่อไปในอนาคต.....
ถัดจากเรื่องของอี-เรฟไปแล้ว รถยนต์ในอนาคตจะเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริง เพราะไม่จำเป็นต้องเครื่องยนต์และน้ำมันเชื้อเพลิงที่ก่อมลพิษอีกแล้ว แต่รถยนต์ยุคอนาคตจะวิ่งด้วยพลังงานจากสิ่งที่อยู่รอบ ๆ ตัวเรา อย่างเช่น น้ำหรือลมและปล่อยของเสียออกมาเป็นน้ำหรือก๊าซที่ไม่ก่อให้เกิดมลภาวะเหมือนที่ผ่านมา
ถ้าคุณผู้อ่านกำลังนึกถึงระบบที่เรียกว่าฟิวเซลล์ ก็ถูกต้องแล้ว เพราะระบบฟิวเซลล์ แม้ว่าจะถูกมองว่าเป็นเรื่องไกลตัว และคงต้องพัฒนาอีกเป็นหลาย ๆ ปี กว่าจะนำมาใช้งานได้จริง แต่ก็ต้องถือเป็นระบบที่ค่ายรถเริ่มหันมาศึกษากันมากขึ้น เพราะเป็นระบบที่สามารถทำได้แบบไม่ห่างไกลความจริงนัก
ระบบฟิวเซลล์จะอาศัยกระแสไฟฟ้าที่มาจากการแปรรูปในกระบวนการทางเคมีในแผงเซลล์เชื้อเพลิง หลักการทำงานของระบบไม่ได้แตกต่างจากน้ำมันเชื้อเพลิงนัก คือต้องเติมถึงวิ่งได้ ระบบจะใช้ใช้ไฮโดรเจนเหลวที่ถูกเก็บอยู่ในถังแรงดันสูงเข้ามาทำปฏิกิริยาทางเคมีกับออกซิเจนในอากาศในแผงเซลล์เชื้อเพลิง ซึ่งจะทำให้เกิดกระแสไฟฟ้าส่งเข้ามาเก็บในแบตเตอรี่ และจากนั้นก็ส่งต่อไปให้กับมอเตอร์ไฟฟ้าใช้ในการขับเคลื่อน ซึ่งระยะทางที่ได้ในการขับเคลื่อนก็ขึ้นอยู่กับปริมาณไฮโดรเจนที่อยู่ในถังถ้าเปรียบเทียบแล้วก็เหมือนกับรถที่เราใช้กันอยู่ในปัจจุบัน
ค่ายรถหลายรายเริ่มทดลองระบบดังกล่าว มีการเปิดให้หน่วยงานราชการต่าง ๆ ทดลอง รวมถึงเปิดให้ผู้ที่สนใจสามารถเช่าไปใช้งานได้แล้วในบางประเทศ
• พลังงานทางเลือก – ปรับพฤติกรรมขับรถ
หากมองว่าระบบต่าง ๆ ที่ว่ามายังเป็นเรื่องที่ไกลเกินตัว และอยากมีส่วนช่วยเหลือโลกของเรากันเสียตั้งแต่ตอนนี้ก็ไม่ยาก เพราะมีหลายสิ่งที่เราสามารถทำได้โดยที่ไม่ต้องปรับเปลี่ยนหรือลงทุนในส่วนของรถยนต์คันใหม่แต่อย่างใดทว่าเป็นเรื่องของการเลือกและการปรับพฤติกรรมก็เพียงพอ
หันมาคบกับพลังงานทางเลือกทั้งหลายกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นบรรดาแก๊สโซฮอล์ทั้งหลายหรือไบโอดีเซลเพราะนอกจากจะเป็นการลดการใช้น้ำมันดีเซลเพราะนอกจากจะเป็นการลดการใช้น้ำมันลงได้แล้ว แอลกอฮอล์และไบโอดีเซลก็ก่อให้เกิดมลพิษในการใช้งานน้อยกว่าน้ำมันอันนี้รวมไปถึงพลังงานจากก๊าซธรรมดาอย่างซีเอ็นจี ก็มีค่าความสะอาดที่สูงกว่าน้ำมันเช่นเดียวกัน
เลือกใช้งานประเภทรถยนต์ให้เหมาะสมกับการใช้งานในชีวิต ถ้าใช้ชีวิตอยู่แต่ในเมืองก็ลองหันมาดูรถยนต์ขนาดเล็กเครื่องยนต์เล็ก ที่บริโภคทรัพยากรน้อยกว่า แถมยังก่อให้เกิดมลพิษน้อยกว่าอีกต่างหาก การใช้งานรถยนต์ขนาดใหญ่ในเมืองที่รถแสนจะติด ไม่ได้ประโยชน์อะไรมากมาย แถมยังส่งผลเสียต่อกระเป๋าสตางค์และโลกของเราอีกต่างหาก
ควบคุมความเร็วในการขับรถให้ได้ มีข้อมูลเพื่อยืนยันในเรื่องนี้ว่า การขับรถที่ความเร็ว 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเป็นความเร็วที่เหมาะสมในการขับรถแบบประหยัดน้ำมันที่สุด จะประหยัดน้ำมันกว่าการขับรถที่ 90 กิโลเมตรต่อชั่วโมง 10% และประหยัดกว่าการขับขี่ที่ 110 กิโลเมตรต่อชั่วโมงถึง 25% นอกจากนี้ก็ต้องพยายามควบคุมความเร็วในการเดินทางให้สม่ำเสมอ เพื่อช่วยให้เครื่องยนต์ไม่ต้องทำงานหนักจนเกินไป การขับขี่แบบกระตุกกระชากทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันเพิ่มขึ้น 10%
โดยปกติแล้ว หากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงระหว่างการทำงานของเครื่องยนต์ไม่สมบูรณ์ จะก่อให้เกิดสารพิษปล่อยออกมาสู่โลกของเราอย่างมากอันเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดอากาศเป็นพิษ และนำไปสู่ภาวะโลกร้อนในที่สุด
พยายามวอร์มอัพเครื่องยนต์ก่อนเดินทางสักเล็กน้อย เพื่อให้เครื่องยนต์มีความสมบูรณ์และพร้อมทำงานอย่างเต็มที่ จะทำให้เครื่องยนต์สามารถเผาไหม้ได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้มีอัตราการสิ้นเปลืองที่น้อยกว่า และหากต้องจอดรถอยู่กับที่นาน ๆ ก็ขอให้ดับเครื่องเพื่อลดการทำงานหนักของเครื่อง เครื่องยนต์ที่สภาพสมบูรณ์จะปล่อยไอเสียออกมาน้อยกว่าเครื่องยนต์ที่ทำงานไม่ปกติ ว่ากันว่ารถยนต์ที่ได้รับการบำรุงรักษาดีจะมีอายุการใช้งานยืนยาวกว่ารถยนต์ที่ไม่ได้รับการดูแลถึง 50%
ตรวจเช็กและตั้งเครื่องยนต์ตามกำหนด เพื่อช่วยถนอมเครื่องยนต์ของรถหมั่นตรวจไส้กรองเสมอ ไส้กรองเป็นส่วนสำคัญในการที่จะถ่ายเทอากาศเข้าไปทำปฏิกิริยาภายในเครื่อง ถ้าชำรุดหรืออุดตันจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักกว่าปกติ ควรทำความสะอาดไส้กรองทุก 2,500 กิโลเมตร และควรเปลี่ยนทุก 2 หมื่นกิโลเมตร รวมไปถึงการเลือกใช้น้ำมันเครื่องให้เหมาะสมกับเครื่องยนต์และทำการเปลี่ยนแปลงเมื่อถึงเวลาที่กำหนด
ตรวจสอบหัวเทียนอยู่เสมอ หัวเทียนที่สกปรกจะลดประสิทธิภาพน้ำมันถึงร้อยละ 30 และทำให้สมรรถนะของรถยนต์ลดลง หัวเทียนที่สึกหรอหรือหัวเทียนที่มีระยะจุดประกายไม่เหมาะสมจะทำให้มีโอกาสเกิดการจุดประกายไฟที่ไม่สม่ำเสมอมากขึ้น ส่งผลให้อัตราเร่งไม่คงที่และการขับขี่ที่กระตุกกระชากไม่นุ่มนวล
ในช่วงเวลาที่ไม่จำเป็น หากลดการใช้งานเครื่องปรับอากาศในรถยนต์ได้ก็จะดีไม่น้อย เพราะนอกจากจะเป็นการลดภาระการทำงานของเครื่องยนต์ลงได้แล้ว น้ำยาแอร์ก็ยังมีส่วนประกอบที่ไม่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอยู่ เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ เหล่านี้ สามารถช่วยเหลือโลกของเราได้ทั้งสิ้น
หากทำได้ก็ลองจอดรถไว้ทีบ้าน แล้วหันมาโดยสารรถสาธารณะกันเพิ่มขึ้น มีตัวเลขที่น่าสนใจ ระบุว่า ถ้าผู้ใช้รถยนต์ 1% จากจำนวน 5 ล้านคัน หันมาใช้บริการรถสาธารณะ ด้วยระยะทาง 48 กม./วัน ใน 1 ปี (260 วันทำงาน) จะประหยัดน้ำมัน 52 ล้านลิตร และแน่นอนว่ายังส่งผลถึงเรื่องของการปล่อยมลพิษออกมาสู่อากาศของโลกเราอีกด้วย
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องง่าย ๆ ที่ไม่ยากเย็นอะไร ที่เจ้าของรถทุกคนจะหันมาช่วยกันคนละไม้คนละมือ เพื่อให้โลกของเราสามารถฟันฝ่าวิกฤตโลกร้อน และอยู่ได้ไปอีกยาวนานจนถึงรุ่นลูกหลานเหลนโหลนของเรา...
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับวันพุธที่ 3 ธันวาคม พ.ศ.2551 หน้า 4 . . . . บทความในหัวข้อเดียวกัน ลดโลกร้อน ลดรายจ่าย บ้านประหยัดพลังงาน | |