เมฆที่ก่อให้เกิดพายุ มีอัตราเพิ่มขึ้นจากภาวะโลกร้อน
โลกสามมิติ
เมฆชั้นสูง (High Clouds) ในเขตโซนร้อนของโลกซึ่งมีความสัมพันธ์กับการเกิดพายุที่รุนแรงและปริมาณน้ำฝนมีอัตราการเกิดเพิ่มขึ้น จากผลของภาวะโลกร้อน |
นักวิทยาศาสตร์ของห้องทดลองขับดันขององค์การนาซา (NASA’s Jet Propulsion Laboratory) สถาบันเทคโนโลยีแห่งแคลิฟอร์เนีย เผยผลการศึกษาในที่ประชุมสหภาพธรณีฟิสิกส์อเมริกา (American Geophysical Union) ที่นครซานฟรานซิสโก เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม ปี 2008 ที่ผ่านมา
ทีมนักวิทยาศาสตร์นำโดย ฮาร์ทมุท ออมันน์ ใช้เครื่องมือ Atmospheric Infrared Sounder (AIRS) บนดาวเทียมอะควา ขององค์การนาซาทำการศึกษาเมฆในเขตร้อนซึ่งมีความสัมพันธ์กับพายุที่รุนแรง ฝนที่ตกหนักและลูกเห็บมาเป็นเวลานาน 5 ปี
การศึกษาพบว่ามีความสัมพันธ์อย่างมากระหว่างอัตราการเกิดของเมฆเหล่านี้กับการเปลี่ยนแปลงทางฤดูกาลของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยในมหาสมุทรเขตร้อน ทั้งนี้ โดยการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิผิวน้ำทะเลเฉลี่ยทุก ๆ 1 องศาเซลเซียส (1.8 องศาฟาเรนไฮต์)
จะมีเมฆชั้นสูงมากเพิ่มขึ้น 45%
ขณะที่อุณหภูมิของโลกเพิ่มสูงขึ้นในอัตรา 0.13 องศาเซลเซียส (0.23 ฟาเรนไฮต์) ต่อทศวรรษ ทีมนักวิทยาศาสตร์อนุมานว่าอัตราการเกิดพายุจะเพิ่มเท่ากับ 6% ต่อทศวรรษ
ออมันน์กล่าวว่า นักจำลองสภาพอากาศคาดการณ์มานานแล้วว่าความถี่และความรุนแรงของพายุที่รุนแรงอาจจะหรืออาจจะไม่เพิ่มขึ้นพร้อมกับภาวะโลกร้อนก็ได้และว่าผลการศึกษานี้จะช่วยพัฒนาแบบจำลองของนักจำลองสภาพอากาศต่อไป
“เมฆและฝนเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงที่อ่อนแอที่สุดในการพยากรณ์สภาพอากาศ ปฏิสัมพันธ์ระหว่างความร้อนของผิวน้ำทะเลในเวลากลางวันภายในสภาวะเมฆที่ปลอดโปร่ง กับการเพิ่มขึ้นของเมฆชั้นต่ำ เมฆชั้นสูงและท้ายที่สุดคือฝนนั้นยากที่จะเข้าใจอย่างมาก เมฆชั้นสูงจากการเฝ้าดูของเราโดยปกติที่ระดับความสูง 20 กิโลเมตรหรือสูงกว่านั้นแสดงให้เห็นถึงความยากลำบากอย่างที่สุดสำหรับแบบจำลองพยากรณ์สภาพอากาศในปัจจุบัน ซึ่งไม่สามารถจะแยกวิเคราะห์โครงสร้างของเมฆที่มีขนาดเล็กกว่าประมาณ 250 กิโลเมตรได้” ออมันน์กล่าว
ผลการศึกษาของออมันน์สอดคล้องกับผลการศึกษาของทีมนักวิทยาศาสตร์ซึ่งองค์การนาซาสนับสนุนเงินทุนวิจัยนำโดย แฟรงค์ เวนทซ์ เมื่อปี 2005 ซึ่งพบว่าการเพิ่มขึ้นของอัตราฝนตกทั่วโลกเท่ากับ 1.5% ต่อทศวรรษตลอดระยะเวลา 18 ปีที่ผ่านมาซึ่งสูงกว่าค่าที่คณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ประมาณการเมื่อปี 2007 ประมาณ 5 เท่า
ก่อนหน้านี้ เมื่อเดือนตุลาคม ปี 2008 ทีมนักวิทยาศาสตร์ของ JPL นำโดย มุสตาฟา ชาฮีน ได้เผยแพร่แผนที่การกระจายตัวของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ (Troposphere) ที่ระดับความสูงเหนือพื้นผิวโลก 8 กิโลเมตรหรือ 5 ไมล์
ทีมนักวิทยาศาสตร์รวบรวมข้อมูลการกระจายของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์โดยใช้เครื่องมือ AIRS บนดาวเทียมอะควา ในระหว่างเดือนกันยายนปี 2002 ถึงเดือนกรกฎาคม ปี 2008
ผลการศึกษาพบว่าการกระจายตัวของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ชั้นกลางนั้นได้รับอิทธิพลอย่างรุนแรงจากแหล่งที่มาจากพื้นผิวโลกเป็นส่วนใหญ่และจากรูปแบบการไหลเวียนในสเกลขนาดใหญ่ เช่น จากระบบอากาศ และกระแสลมกรด (Jet Streams) กระแสลมชั้นบนซึ่งเป็นแถบยาวหลายพันกิโลเมตรกว้างหลายร้อนกิโลเมตร แต่หนาเพียงไม่กี่กิโลเมตร นอกจากนั้นยังพบว่า รูปแบบการกระจายตัวของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีความแตกต่างกันอย่างมากในบริเวณซีกโลกเหนือ ซึ่งมีแผ่นดินเป็นส่วนใหญ่กับซีกโลกใต้ซึ่งมีมหาสมุทรเป็นส่วนใหญ่
แผนที่นี้เผยให้เห็นว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์มีความเข้มข้นมากขึ้นในบริเวณทางใต้ของกรแสลมกรดซีกโลกเหนือ ในแถบ 30-40 องศา ละติจูดเหนือ ซึ่งความเข้มข้นที่มากขึ้นนี้แสดงให้เห็นความสัมพันธ์กับแถบมลภาวะ (Belt of Pollution) บริเวณละติจูดกลางในซีกโลกเหนือ
ทีมนักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าระดับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นซึ่งตรวจพบในชั้นบรรยากาศทางตะวันตกของแอตแลนติกเหนือนั้นถูกลำเลียงมาจากทางตะวันออกเฉียงใต้ของสหรัฐอเมริกาโดยบรรยากาศที่อุ่นซึ่งทำหน้าที่เป็นสายพานลำเลียง ซึ่งจะยกก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากพื้นผิวสู่ชั้นบรรยากาศโทรโพสเฟียร์ชั้นกลางและชั้นบน
แผนที่นี้ยังแสดงให้เห็นปริมาณก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เพิ่มขึ้นเหนือเมดิเตอร์เรเนียนซึ่งมีแหล่งที่มาจากอเมริกาเหนือและยุโรป และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากเอเชียตะวันออกเคลื่อนตัวอยู่เหนือมหาสมุทรแปซิฟิก
ชาฮีน กล่าวว่า นักวิทยาศาสตร์จะนำผลวิจัยนี้ไปใช้ในการปรับปรุงแบบจำลองกระบวนการลำเลียงก๊าซคาร์บอนไดอกไซด์ภายในชั้นบรรยากาศของโลก
“ข้อมูลนี้จับความผันแปรในการกระจายตัวของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ทั่วโลกตลอดเวลา และความผันแปรนี้ไม่ได้แสดงไว้ในแบบจำลองการลำเลียงทางเคมี 4 แบบจำลองที่ใช้ค้นหาว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เกิดขึ้นและถูกเก็บกักไว้ที่ไหน” ซาฮีนบอก
นี่คือข้อมูลใหม่ที่แสดงให้เห็นว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเปลี่ยนแปลงของอากาศนั้นกระจายตัวในชั้นบรรยากาศของโลกเคลื่อนตัวไปรอบโลกได้อย่างไร
บัณฑิต คงอินทร์
อีเมลนี้จะถูกป้องกันจากสแปมบอท แต่คุณต้องเปิดการใช้งานจาวาสคริปเพื่ออ่านมันได้
หนังสือพิมพ์มติชนรายวัน ฉบับวันเสาร์ที่ 3 มกราคม พุทธศักราช 2552 หน้า 19 | |