| ดันระบบขนส่งมวลชน นำ กทม. สู่มหานครระดับโลก |
|
ดันระบบขนส่งมวลชน นำ “กทม.” สู่มหานครระดับโลก
บทความจาก หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ ฉบับวันจันทร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ.2552 หน้า 4
สัปดาห์ที่ผ่านมากรุงเทพมหานครเกิดสงครามกลางเมืองจากผู้ประท้วงกลุ่มเสื้อแดงป่วนกรุง หลายชาติประกาศเตือนนักเดินทางและนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางมาเมืองไทยโดยเฉพาะกรุงเทพฯ แม้วันนี้สถานการณ์คลี่คลาย รัฐบาลเร่งบูรณะฟื้นฟูบ้านเมือง แต่สภาพจิตใจของคนกรุงเทพฯ ยังอยู่ในความหวาดระแวงและเกรงสถานการณ์ความวุ่นวายจะก่อตัวขึ้นในพื้นที่กรุงเทพมหานครอีก แต่เรื่องราวที่จะนำเสนอต่อไปนี้เป็นเรื่องดีสำหรับกรุงเทพฯ ศูนย์กลางความเป็นเมืองที่สำคัญของไทย เป็นหนึ่งในมหานรหลักของประเทศในทวีปเอเชีย หากแนวทางเกิดขึ้นได้จริงนั่นคือการทำให้กรุงเทพฯ เป็นเมืองต้นแบบ ชาวเมืองมีคุณภาพชีวิตที่ดี มีมาตรฐานคุณภาพสิ่งแวดล้อมในระดับสูงสุดเทียบเท่าเมืองชั้นนำของโลกหลาย ๆ เมืองที่นักท่องเที่ยวต่างก็มีจุดหมายจะเดินทางมาเยี่ยมเยือน แนวทางดังกล่าวนำเสนอขึ้นในการสัมมนาและนิทรรศการทางวิชาการ “โครงการกรุงเทพฯ - มหานครแห่งศตวรรษที่ 21” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างองค์กรความร่วมมือทางวิชาการของเยอรมัน (GTZ) กับสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง และบริษัท ซีเมนส์ เอจี (Siemens AG) เยอรมนี ในลักษณะความร่วมมือรัฐร่วมเอกชน ซึ่งบริษัท ซีเมนต์ ได้มอบหมายให้กลุ่ม ไอทีเอส คอนซัลแตนท์ซี ศึกษาวิจัย และวางแผน เพื่อให้เกิดแนวทางหรือเตรียมความพร้อมให้กับกรุงเทพฯ ที่จะนำไปสู่การเป็นมหานครชั้นนำของโลกภายในปี พ.ศ.2593 ดร.เกรเกอร์ เวสเซลส์ ผู้อำนวยการบริหาร กลุ่ม ไอทีเอส คอนซัลแตนท์ซีกล่าวว่า ทิศทางการวางแผนกรุงเทพฯ สู่ศตวรรษที่ 21 ใช้การเปรียบเทียบสถานการณ์ที่เป็นอยู่กับลักษณะโดยรวมของเมืองที่ใช้เปรียบเทียบทั้ง 11 เมือง โดยกรุงเบอร์ลินจัดเป็นเมืองที่ดีที่สุดในปี 2549 ตามด้วยกรุงลอนดอน นิวยอร์ก และปารีส ฝั่งเอเชียเมืองตัวอย่างมีฮ่องกง และสิงคโปร์ ส่วนเมืองที่อยู่ในช่วงปรับเปลี่ยน ได้แก่ กรุงเทพฯ กัวลาลัมเปอร์ และเซี่ยงไฮ้ และเมืองที่กำลังเกิดขึ้นใหม่ ได้แก่ โฮจิมินห์ซิตี มะนิลา โดยเหตุผลสำคัญที่กรุงเทพฯ ยังไม่ถูกจัดอันดับให้เป็นเมืองที่น่าพอใจ มาจากมีโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่เหมาะสมส่งผลต่อการป้องกันน้ำท่วม แหล่งพลังงาน แหล่งน้ำ และการจัดการของเสีย จากข้อมูลยังชี้ว่ากรุงเทพฯ อยู่ในเกณฑ์ที่แย่ที่สุดในการป้องกันสิ่งแวดล้อม “ด้านสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่กรุงเทพฯ ประสบปัญหามากที่สุด รวมถึงนครเซี่ยงไฮ้ และกรุงโฮจิมินห์ พบว่าปริมาณการปลดปล่อยก๊าซคาร์บอนที่สูง เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คุณภาพสิ่งแวดล้อมของกรุงเทพฯ มีปัญหา ผลจากการใช้รถส่วนบุคคลจำนวนมาก กรุงเทพฯ จำเป็นต้องมีการใช้ระบบขนส่งมวลชนสาธารณะให้มากขึ้น ถ้าพัฒนาด้านนี้จะปกป้องสภาพแวดล้อมได้ผลดี” ดร.เกรเกอร์กล่าว พร้อมระบถึงปัญหาด้านสภาพแวดล้อมเมืองกรุงเทพฯ ที่ขาดระบบการคมนาคมขนส่งที่มีประสิทธิภาพในการเชื่อมพื้นที่ชานเมืองกับพื้นที่เมือง รวมถึงขาดพื้นที่สีเขียวและสวนสาธารณะภายในเมือง ผู้อำนวยการบริหารคนเดิมเห็นว่าตามทฤษฎีแล้ว กทม.เป็นเมืองที่สามารถเป็นตัวอย่างที่ดีได้ เพราะเป็นจุดศูนย์กลางการนำเข้าและส่งออกสินค้าสำหรับไทย เป็นศูนย์กลางของธุรกิจ การเมือง รวมทั้งเป็นจุดขายปลายทางสำคัญของการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ แต่เพราะขาดการเชื่อมโยงของพื้นที่ ทำให้ภาพรวมของประเทศ ทั้งเศรษฐกิจต่ำกว่าที่ควรจะเป็น มีเพียงสนามบินสุวรรณภูมิเท่านั้นที่จัดอยู่ในมาตรฐานระดับโลก อย่างไรก็ตาม รายงานฉบับนี้ได้นำเสนอมาตรการและสิ่งที่ต้องดำเนินการเพิ่มขึ้น โดยเน้นเป้าหมายให้กรุงเทพฯ ไปสู่การเป็นเมืองชั้นนำของโลกที่สะดวกสบายในการเดินทางและปราศจากมลภาวะ ดร.เกรเกอร์ กล่าวว่า ในแผนงานเร่งด่วนที่ต้องทำในส่วนของด้านการขนส่งของกรุงเทพฯ ต้องสัมพันธ์กับส่วนต่อขยายของเส้นทางเดิม นอกจากนี้การสร้างเส้นทางคมนาคมใหม่ก็มีความจำเป็น รวมถึงเส้นทางรถไฟและเส้นทางรถประจำทางด่วนพิเศษประกอบด้วย 1.เส้นทางรถไฟชานเมือง ทำการต่อขยายเส้นทางแอร์พอร์ตลิงค์ถึงมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ผ่านสนามบินดอนเมืองสิ่งอำนวยความสะดวกควรมีการเชื่อมต่อเส้นทางและให้บริการระหว่างระหว่างสนามบินทั้งสองแห่งโดยใช้รางขนาดมาตรฐาน 2.รถไฟฟ้ามหานคร (MRT) โดยขยายเส้นทางสายสีฟ้าและเส้นทางสายสีม่วง สิ่งอำนวยความสะดวกเพิ่มเติม ได้แก่ การใช้อัตราค่าโดยสารที่ใช้ร่วมกันได้ การใช้ตั๋วโดยสารร่วมกัน เน้นการบำรุงรักษา ณ สถานีของการรถไฟขนส่งมวลชน 3.ระบบการขนส่งกรุงเทพฯ (BTS) เร่งต่อขยายโครงข่าย BTS ไปตามแนวถนนสุขุมวิท ถนนพหลโยธิน จากสถานีแบริ่งถึงสมุทรปราการ สนับสนุนให้ใช้ระบบเครื่องจักรและอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ตามรูปแบบเดิมที่มีอยู่เลี่ยงค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนอะไหล่ทดแทน และ 4.ระบบรถโดยสารประจำทางจำเป็นต้องเริ่มให้มีการปรับปรุงระบบรถโดยสารประจำทางจำเป็นต้องเริ่มให้มีการปรับปรุงระบบรถโดยสารประจำทางกรุงเทพฯ โดยทดลองใช้เส้นทางรถโดยสารประจำทางด่วนพิเศษ เพื่อกระตุ้นให้ชาวกรุงเห็นประโยชน์จากการใช้เส้นทางที่ปรับโดยให้มีการส่งต่อผู้โดยสารหรือการบริการสู้เส้นทางหลัก หากเร่งดำเนินการจะได้รับประโยชน์มาก ด้าน ดร.จิตติชัย รุจนกนก จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการขนส่งในเขตเมืองอย่างยั่งยืนว่า หัวใจสำคัญคือลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ใช้ทรัพยากรของโลกให้น้อยลงรัฐบาลยุคก่อนมองว่าการแก้ปัญหาจราจร คือ การสร้างถนนให้สอดคล้องความต้องการของรถยนต์ สร้างสะพานข้ามแยก การเพิ่มความสามารถในการรองรับรถยนต์ นักวิชาการขนส่งรู้ว่าไม่ได้แก้ปัญหาจราจรติดขัด แถมเกิดความต้องการใช้รถมากขึ้น เพราะมีถนนหนทางสะดวกสะบาย เพิ่มความรวดเร็วในการเดินทาง แม้กระทั่งห้างสรรพสินค้าเพิ่มอาคารจอดรถ แถมไม่เก็บค่าจอดรถ ดึงดูดให้คนใช้รถ เพราะคนคิดว่าเสียค่าใช้จ่ายน้อย แต่จริง ๆ เสียค่าน้ำมัน ค่าเสื่อมของรถ ค่าทางด่วน นอกจากนี้ วิถีไทยใครใช้รถยนต์เป็นภาพลักษณ์ของคนมีฐานะมีรสนิยม ทำให้ทุกวันนี้การจราจรติดขัดบนท้องถนน และบนทางด่วน “หลักการขนส่งต้องคำนวณต้นทุนทางสังคมด้วย มองว่าให้คนเดินทางน้อยลงจากเดิม จะเคลื่อนคนจากต้นทาง – ปลายทางได้ยังไง ไม่ใช่เคลื่อนรถ และนำพื้นที่เมืองกลับคืนมา ไม่ใช่ให้พื้นที่รถเป็นหลัก โดยส่งเสริมการใช้ขนส่งมวลชนมากยิ่งขึ้น หยุดสร้างทางด่วน ทางผ่านถนน มูลค่าการลงทุนด้านนี้เมื่อเปรียบเทียบกับค่าทะเบียนรถในแต่ละปีไม่คุ้มกันเลย ที่สำคัญระบบขนส่งต้องไม่ทิ้งภาระให้คนรุ่นหลัง ทั้งปัญหาสิ่งแวดล้อม มลภาวะต่าง ๆ และความมีส่วนร่วมรักษาสภาพแวดล้อม ใช้ทรัยพากรคุ้มค่า” นอกจากนี้ นักวิชาการหนุ่มยังระบุถึงระบบขนส่งที่จะประสบความสำเร็จ ต้องมีความสอดคล้อง ประหยัด เข้าถึง และปลอดภัยที่ผ่านมาภาพลักษณ์องค์กรทั้ง ขสมก. รถเอกชนร่วมบริการ มีภาพลบมาตลอดจะทำยังไงให้ประชาชนรู้สึกอยากใช้บริการ ด้านนโยบายก็ต้องวางแผนระบบขนส่ง เชื่อมการขนส่งให้สะดวก ปลอดภัย “ผมยังคิดว่าระบบ Carpool, Vanpool, Buspool, School Bus จะช่วยแก้ปัญหาการจราจรติดขัดในเมืองได้มาก รวมถึงการจัดทำเล สถานที่ พื้นที่ดึงดูดให้คนเดินแทนการใช้รถยนต์ส่วนตัว แต่บ้านเรากลับตัดฟุตบาท ลดขนาดฟุตบาทเพื่อขยายถนน ขณะที่พื้นที่ทางเท้าน้อยอยู่แล้วก็ยังกลายเป็นที่ขายของธุรกิจหาบเร่แผงลอย” หากการขนส่งในเขตเมืองยั่งยืน ดร.จิตติชัยยังแสดงถึงความเห็นทิ้งท้ายว่าจะเกิดผลดีทางเศรษฐศาสตร์ตามมา ทั้งเกิดธุรกิจใหม่ ๆ การใช้บริการร้านค้าย่อยตามทางเดินและทางจักรยาน มีการหมุนเวียนเงินตราในพื้นที่รวมถึงท้องถิ่นสร้างงานสร้างอาชีพซึ่งยังไม่รวมผลตอบแทนทางจิตใจ ช่วยลดความเครียด ประชาชนมีสุขภาพจิตดีขึ้น และทำให้มีเวลาทำกิจกรรมต่าง ๆ ได้มากขึ้นแทนที่จะเสียเวลาอยู่บนท้องถนน ซึ่งเป็นผลดีต่อเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองที่เข้มแข็ง ได้เป็นมหานครระดับโลกอย่างที่ฝัน |