“แคนนอน” จุดประกายพลังงานสะอาด ติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้า 15 รร.

“แคนนอน” จุดประกายพลังงานสะอาด ติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้า 15 รร.

บทความจากหนังสือพิมพ์ ไทยโพสต์ วันจันทร์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2552 หน้า 4



ภาพกังหันลมที่หมุนติ้วตามแรงลมจนได้พลังงานไฟฟ้าตามมา ดูจะไม่คุ้นตาสำหรับคนไทยนักเมื่อเทียบกับแผงรับพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาเซลล์ที่ยังมีโอกาสพบเห็นได้มากกว่า แต่สำหรับโรงเรียนชุมชนวัดเชิงแส อ.กระแสสินธิ์ จ.สงขลา ซึ่งแม้ว่าจะเป็นโรงเรียนเล็กๆ มีนักเรียนแค่ 90 คน กลับมีสิ่งแปลกใหม่อย่างกังหันลมผลิตพลังงานไฟฟ้าตั้งตระหง่านกลางสนามหญ้า โชว์พลังลมในบริเวณนั้นที่ถือว่าเป็นจุดที่มีลมพัดแรง เหมาะแก่การใช้กังหันลมเพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า

กังหันลมผลิตไฟฟ้า ที่ รร. ชุมชนวัดเชิงแสดังกล่าว เป็นผลงานจากโครงการ “พลังงานสีขาว เพื่อโลกสีเขียว” ของบริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด ซึ่งต้องการตอบแทนสังคมและฉลองในโอกาสที่แคนนอนดำเนินงานในประเทศไทยครบรอบ 15 ปี นอกจากนี้ แคนนอนยังมีเป้าหมายลดปริมาณการปล่อยก๊าชคาร์บอนไดออกไซด์สาเหตุหลักทำให้เกิดก๊าชเรือนกระจกและสนับสนุนให้คนทั้งโลกหันมาใช้พลังงานสะอาดและกังหันลมผลิตไฟฟ้าก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของพลังงานสะอาดที่มีความน่าสนใจเป็นอย่างมาก

สมเกียรติ พาผล ผอ. Corporate Affairs Division บริษัทแคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์ ) จำกัด กล่าวว่า การที่แคนนอนให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมโดยทุกผลิตภัณฑ์ต้องยึดหลักการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ไร้สารพิษเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สอดคล้องกับปรัชญาการดำเนินงาน ที่เรียกว่า เคียวเซ (Kyose) ซึ่งหมายถึงการพัฒนาและเติบโตอย่างมั่นคงไปพร้อมๆ กับการสร้างสรรค์โลก และพลังงานลมเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่สำคัญ สำหรับประเทศในปัจจุบันและอนาคต ซึ่งจะช่วยลดการปล่อยก๊าชคาร์บอนด์ฯ ได้ นอกจากนี้ พลังงานลมยังมีข้อดี ตรงที่เป็นพลังงานสะอาด ไม่ทิ้งกากและมลภาวะ ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย มีระยะเวลาการให้พลังงาน 15-20 ชั่วโมงต่อวัน และเป็นพลังงานที่ไม่มีวันหมดค่าบำรุงรักษาไม่แพง

สมเกียรติกล่าวต่อว่า โครงการติดตั้งกังหันลมที่โรงเรียนต่างๆ เป็นส่วนเสริมนโยบายหลักของบริษัทฯ ที่ส่งเสริมสนับสนุนการศึกษาของเยาวชนมาเป็นเวลานาน และเพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของแคนนอนที่ฉลองครบรอบ 15 ปี แคนนอนจึงวางเป้าหมายที่จะนำกังหันลมไปติดตั้งในโรงเรียนต่างๆ ทั่วประเทศไทยให้ครบ 15 โรงเรียน และในปี 2551 ที่ผ่านมาก็สามารถดำเนินการเสร็จไปแล้ว 3 แห่ง ได้แก่ รร. ไทยรัฐวิทยา 70 จ. สมุทรสาคร รร.เทศบาล 8 สวนสน ชะอำ จ. เพชรบุรี และ รร.บ้านหนองพลับ จ.ประจวบคีรีขันธ์

ที่เหลืออีกในปี 2552 ทางบริษัทแคนนอน จะติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้าให้ครบอีก 12 โรงเรียน บางเป็น ภาคใต้ รร.ชุมชนวัดเชิงแส จ.สงขลา รร.บ้านควรสระ จ.สุราษฎร์ธานี รร. บ้านทุ่งคาโตนด จ. ชุมพร ภาคตะวันตก, ตะวันออกและภาคกลาง รร.บ้านซองกาเรียสาขาด่านพระเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี, รร.บ้านเขาทอง จ.จันทบุรี, รร.บ้านวังกวาง จ.ปราจีนบุรี ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รร.บ้านไทยเจริญ จ.ยโสธร, รร.บ้านนาล้อม จ.อุดรธานี, รร.บ้านบะใหญ่ จ.นครราชสีมา ภาคเหนือ รร.บ้านวังธาร จ.สุโขทัย, รร.บ้านใหม่ชัยเจริญ จ.พิษณุโลก และ รร.บ้านสองพี่น้อง จ.เชียงราย

“ก่อนที่จะมาเป็นโครงการติดกังหันลมผลิตไฟฟ้าให้โรงเรียน เราเคยคิดว่าจะปลูกป่าดีไหม หรืออนุรักษ์ทะเลดีไหม แต่พบว่าหลายเรื่องมีหลายคนทำแล้ว แต่พลังงานลมยังไม่ค่อยมีคนสนใจทำเท่าไหร่ จึงอยากจุดประกายตรงนี้ และจากการศึกษา ลึกๆ เราพบว่าพลังงานลมเป็นพลังงานทางเลือกที่สำคัญในอนาคตที่จะมาแทนพลังงานจากฟอสซิลและยังพบอีกว่า ในเมืองไทยเองมีการใช้พลังงานลมสนานนับร้อยปีๆ อย่างการทำนาเกลือก็ใช้พลังงานลมในการวิดน้ำเข้านาเกลือมานาน เลยอยากต่อยอดเทคโนโลยีมีใหม่ดึงมาเป็นกระแสไฟ” สมเกียรติเล่า

จากนั้นทางบริษัทฯ จึงได้เริ่มต้นศึกษาข้อมูลจากกรมพลังงานทดแทนเพื่อหาว่าตรงจุดไหนในประเทศไทยที่เหมาะสมสามารถติดตั้งกังหันลมได้ ซึ่งพบว่ามีประมาณ 12 จุดที่ ติดตั้งได้ทุกฤดู และมีแรงลมมากพอจะทำให้กังหันหมุนทำงานผลิตกระแสไฟฟ้าได้ และที่ชุมชนวัดเชิงแสก็เป็นอีกจุดหนึ่งที่มีความเหมาะสามารถติดตั้งกังหันลมผลิตไฟฟ้า

ตามปกติการผลิตกระแสไฟฟ้าจากกังหันลม บริเวณที่ติดตั้งต้องมีแรงลมให้ความเร็วเฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 2.5 เมตร/วินาที เป็นเวลา 2 ชั่วโมง ซึ่งสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้ 1,000 วัตต์ แต่สำหรับประเทศไทยมีความเร็วลมเฉลี่ยที่ 4 เมตร/วินาที และมีกระแสลมโดยเฉลี่ย 20 ชั่วโมงต่อวัน สามารถผลิตไฟฟ้าได้ประมาณ 200 วัตต์ต่อชั่วโมง และเวลา 20 ชั่งโมงผลิตไฟได้ 4 กิโลวัตต์ หรือ เทียบกับราคาค่าไฟฟ้าปัจจุบันยูนิตละ 4 บาท เท่ากับประหยัดค่าไฟฟ้าได้ปีละประมาณ 5,760 บาท

กระแสไฟฟ้าที่ได้ ทางแคนนอนได้ติดตั้งแบตเตอรี่สำหรับเก็บไฟ และติดตั้งเครื่องแปรกระแสไฟฟ้าจากกระแสตรงเป็นกระแสสลับ และจ่ายไปยัง “ห้องสมุดพลังงานเสียขาวโดยแคนนอน” ซึ่งแคนนอนให้การสนับสนุนในการจัดตั้งรวมทั้งจัดหาหนังสืออุปกรณ์ต่างๆ อีกด้วย 


“เราก็ให้การสนับสนุนการศึกษาเด็กๆ เพราะมองว่าเด็กเป็นอนาคตของชาติ แต่พอมีโครงการกังหันลมอนุรักษ์พลังงานเข้ามาเราก็เชื่อมโยงทั้งสองกิจกรรมเข้าด้วยกัน ซึ่งพบว่าโรงเรียนที่ไปติดตั้งกังหันลมได้ประโยชน์ทั้งเรื่องการประหยัดพลังงาน ประหยัดรายจ่ายจากค่าไฟฟ้าและประโยชน์จากการเรียนรู้เทคโนโลยี ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม”

ถ้าใครได้ไปเยือน รร.ชุมชนวัดเชิงแส ก็จะพบว่า มีลมพัดโกรกตลอดทั้งวัน อาจารย์วิรัตน์ หาแก้ว ผอ. รร.ชุมชนวัดเชิงแส เล่าว่าที่ตั้งของตรงชุมชนวัดเชิงแส อยู่กึ่งกลางระหว่างอ่าวไทยซึ่งห่างไปแค่ประมาณ 1 กม. ส่วนอีกด้านก็ห่างจากทะเลสาบสงขลาไปประมาณ 9 กม. ด้วยเหตุนี้ ที่นี่จึงมีลมพัดเข้ามาตลอดทั้งวัน

ส่วนกังหันลมที่ทางแคนนอนนำมาติดตั้งให้โรงเรียน แรกๆ เด็กก็ไม่สนใจและไม่รู้ว่าทำอะไรแต่พอทำเสร็จเห็นว่ากังหันหมุนได้ก็พากันมาถามครูกันใหญ่ว่า ติดตั้งเพื่ออะไรเด็กๆ ไม่เคยพบ หรือแม้แต่ครูเองก็ไม่เคยเห็นเหมือนกันจึงตื่นเต้นกันมากทั้งโรงเรียน

ประโยชน์จากกังหันลมที่ได้ ไม่ได้มีเฉพาะการได้กระแสไฟฟ้ามาใช้อย่างเดียว กังหันลมยังทำให้เด็กได้มีโอกาสเรียนรู้แล้เข้าถึงเทคโนโลยีได้อีกด้วย โรงเรียนมีโครงการที่จะสอดแทรกเรื่องกังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าเข้าไปในบทเรียน สอนให้เด็กๆ รู้ว่ากังหันทำงานยังไง และไฟฟ้าจากกังหันลมมาจากไหน
“แต่ก่อนเด็กเห็นในรูปไม่เคยเห็นของจริง ตอนนี้ก็ได้เห็นของจริงแล้ว เขาจึงสนใจมาก แม้แต่คนรุ่นพ่อรุ่นแม่ก็สนใจมาดูกันโรงเรียนละแวกใกล้เคียงก็สนใจมาดูกังหันที่โรงเรียนที่นี่ นับว่าเป็นแหล่งเรียนรู้ให้ชุมชนไปด้วย” ในประเด็นนี้สมเกียรติเสริมว่านับว่าการติดตั้งกังหันลมบรรลุวัตถุประสงค์ประสงค์ของแคนนอน ที่หวังให้สังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ ไม่ใช่การเรียนรู้จากตำราหรือการยัดเยียดให้ แต่เกิดจากความอยากรู้อยากเห็นของเด็กเอง

เมื่อถามความคิดเห็นจากเด็กๆ นักเรียน อาทิ น้องอุทุมพร เกษตรสิน และน้องณัฐนิช โกฉิม นักเรียนชั้น ป. 5 น้องสิริรัตน์ นวลเลื่อน, น้องพงศกร สมบูรณ์, น้องปวิตรา นกหนู และน้องปรียากร เพ็ชรรัตน์ นักเรียนชั้นป.6 ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่าชอบกังหันลงตัวนี้มาก เพราะมันมีประโยชน์ ช่วยลดโลกร้อน ลดค่าไฟฟ้าในโรงเรียน เพราะผลิตกระแสไฟฟ้าได้


ถ้าปัญหาลกร้อนเหมือนหัวหอม นับได้ว่ากังหันลมผลิตกระแสไฟฟ้าก็เปรียบเสมือนเปลือกหัวหอมชั้นแรกที่เด็กๆ และสังคมได้เรียนรู้เป็นพื้นฐานถึงที่มาที่ไปของปัญหาสิ่งแวดล้อมในบ้านเรา รวมไปถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมโลก ที่สำคัญคือภาวะโลกร้อนที่เรากำลังเผชิญอยู่.