สร้างไทยให้ยั่งยืนด้วยชุมชนพอเพียง

สร้างไทยให้ยั่งยืนด้วยชุมชนพอเพียง

บทความจาก  หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์ วันจันทร์ที่ 29 มิถุนายน 2552 หน้า 4

บทความที่เกี่ยวข้อง  ก้อนดินจุลินทรีย์ พลิกฟื้นทะเลไทย 


 

การแก้ที่ปลายเหตุด้วยระเบิดจุลินทรีย์ ลงในต้น น้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ และทะเล จบสิ้นกระบวนลง ทว่าปัญหาที่เกิดขึ้น  หากไม่ร่วมแก้ที่ต้นเหตุไปพร้อม ๆ กัน สิ่งที่มุ่งหวังไว้คงไม่เป็นไปดังหวัง และกุญแจสำคัญที่จะช่วยให้สถานการณ์ที่เลวร้ายดีขึ้นก็คือ “โครงการชุมชนพอเพียง” อันมีที่มาจาก รัฐบาลโอบา มาร์ค อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ที่กำหนดนโยบายเร่งด่วนจัดตั้ง กองทุนเศรษฐกิจพอเพียง ขึ้น เพื่อจัดสรรงบประมาณโดยตรงไปยังหมู่บ้านและชุมชนทั่วประเทศ เพื่อให้ทุกหมู่บ้านและชุมชนได้รับโอกาสในการเข้าถึงงบประมาณภาครัฐอย่างรวดเร็วทั่วถึง และมุ่งขับเคลื่อนให้ทุกภาคส่วนในหมู่บ้านและชุมชน ร่วมกันบริหารจัดการและพัฒนาศักยภาพของตนเองที่มีอยู่เดิมให้เพิ่มมากขึ้นเพื่อสร้างงานสร้างรายได้ ลดต้นทุนและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร พัฒนาทรัพยากรธรรมชาติระดับชุมชนให้มูลค่าเพิ่มขึ้น และเพิ่มขีดความสามารถในการเสริมสร้างศักยภาพทางเศรษฐกิจในระดับฐานรากให้กับหมู่บ้านและชุมชน ไม่ต้องพึ่งพาระบบทุนนิยมอีกต่อไป ที่สำคัญคือต้องไม่ทำลายธรรมชาติสิ่งแวดล้อม โดยคณะรัฐมนตรีมีมติเห็นขอบไปเมื่อวันที่ 20 ม. ค. 2552

ดร . สุมิท แช่มประสิทธิ์ ผอ. สพช. ในฐานะหัวหอมที่ซับเคลื่อนโครงการให้เป็นรูปธรรม ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของโครงการชุมชนพอเพียงว่า โครงการชุมชนพอเพียง เป็นโครงการที่มุ่งสร้างเศรษฐกิจระดับชุมชนให้เข้มแข็งอย่างยั่งยืนด้วยการสร้างงานสร้างอาชีพให้แก่ชุมชนทั่วประเทศ ตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และเมื่อประชาชนเข้าใจในหลักการแล้ว ก็จะเป็นโอกาสที่ทุกคนในชุมชนจะหันมาร่วมมือกันสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อชุมชนเพื่อกอบกู้เศรษฐกิจท้องถิ่น ให้ชาวบ้านลืมตาอ้าปากได้อีกครั้งสู่การเลิกจน ใช้ชีวิตแบบพออยู่พอกิน อยู่กันอย่างมีความสุข ตามวิถีเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ

ดร.สุมิทยังกล่าวอีกว่า ทั่วประเทศไทยมีชุมชนราว 80,000 ชุมชน แต่ที่ทำเรื่องขอเข้าร่วมโครงการมีประมาณ 55,000 ชุมชนพิจาณา 3 รอบ พร้อมอนุมัติงบไปแล้ว 25,053 ชุมชน คิดเป็นจำนวนเงิน 7,228  ล้านบาท  จากงบรวมทั้งสิ้น 21,000  ล้านบาท และต่อไปจะทำการพิจารณาให้ได้เดือนละ 2,000 ชุมชนขึ้นไป เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนไปพร้อม ๆ กัน อย่างไรก็ตาม โครงการที่ได้รับการอนุมัติไปแล้วส่วนใหญ่จะเป็น การผลิตปุ๋ยอินทรรีย์ใช้เอง ขายเองในชุมชน ที่สามารถลดต้นทุนการผลิตได้มากโข สร้างยุ้งฉาง ลานตาก การส่งเสริมกลุ่มอาชีพ การพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ/ต้นน้ำ หรือพลังงานทดแทน ฯลฯ

“เดิมชาวบ้านมีรายจ่ายมากกว่ารายรับแต่เมื่อมีโครงการที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายอย่างชุมชนพอเพียงเข้ามา เขาได้เรียนรู้ศึกษาในสิ่งที่ทำให้ชีวิตดีขึ้น รายจ่ายที่เคยติดลบก็น้อยลงจนสมดุล เมื่อขีดเส้นคำว่าพอไว้ในใจต่อมาก็จะกลายเป็นเหลือ ไอ้ที่เหลือนี่ก็คือรวยแล้ว เหลือมากรวยมาก เหลือน้อยรวยน้อย พอทั้งชุมชนทั้งประเทศเลิกติดลบไทยก็รวย ดัชนีมวลรวมความสุขของชุมชนก็จะเพิ่มมากขึ้นด้วย นั่นหมายความว่าเรารวยมหาศาล หากคิดได้ทำได้อย่างนี้ ต่อไปเราก็ไม่ต้องพึ่งโลก แต่โลกต้องมาพึ่งเราในฐานคลังอาหารปลอดสารพิษ แหล่งสะสมพลังงานทดแทนอย่างสมบรูณ์ และอื่นๆ อีกมากมาย แล้วทีนี้เราจะเติบโตได้ยั่งยืนไม่ล้ม นอกจากไม่ล้มแล้วชาวบ้านยังจะไม่ร้องขอด้วย เพราะเราสอนจนเขาเข้มแข็งอยู่่ได้ด้วยตัวเอง ทีนี้ภาพม็อบประท้วงต่างๆ ก็จะลดลงทั้งจำนวนและความรุนแรง จนหายไปในที่สุด”

ในพื้นที่ อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร ก็มีชุมชนที่ต้องการหลุดพ้นจากวังวนการเป็นหนี้แบบถาวร โดย 1 ใน 2 ชุมชนที่รับการอนุมัติโครงการชุมชนพอเพียงก็คือโครงการปุ๋ยชีวภาพของ ลุงวิชิต แก้วดำ ชาวสวนปาล์มวัย 52 ปี ลุงวิชัยเล่าให้ฟังว่า นอกจากรายได้ที่มาจากการขายแรงงานเพียงน้อยนิดบนพื้นที่ของตัวเองจำนวน 20 ไร่ ก็ปลูกสวนปาล์ม แต่ทำเท่าไรไม่พอกินติดหนี้ติดสิน บางปีถ้าราคาดีก็ได้กำไรทั้งปีเท่าตัว บางปีราคาปาล์มตกเสมอตัวหรือไม่ก็ขาดทุน เพราะแค่ค่าปุ๋ยสูงถึง 50 % อย่างในปีนี้ขายแล้วได้กำไรแค่หมื่นกว่าบาท และยังมีหนี้สินทั้งในและนอกระบบเกือบครึ่งแสน สุขภาพก็แย่จากสารพิษสารเคมี เห็นแล้วว่าไม่มีอะไรดีเลย

“ผมคิดว่า ต้องเริ่มทำตั้งแต่ตอนนี้ พอมาศึกษาถึงเรื่องปุ๋ยชีวภาพ นอกจากจะปลอดภัยแล้ว ต้นทุนในปุ๋ยถ้าทำเองใช้เงินแค่ 10% ลดลงจากเดิม 30-40% แถมยังขายต่อให้กับคนในชุมชน ซึ่งทุกคนได้ใช้ปุ๋ยธรรมชาติในราคาถูก แม้ผลผลิตจะได้ไม่มากเท่าเดิมแต่เมื่อหักลบแล้วไม่น่าจะเกิดหนี้เพิ่ม คาดว่าจะใช้เวลา 5 เดือนในการลงมือทำให้เห็นผลเป็นรูปธรรม ด้วยเงิน 1 แสนบาทที่โครงการอนุมัติให้”

ส่วนชุมชนที่ลงมือทำแล้วและเริ่มเห็นผลอย่างยั่งยืน มีตัวอย่างดีๆ มาบอกให้รู้กันกับคอนเซ็ปต์โดนๆ “ผู้สร้างสรรค์บ้านกลางป่า ให้เป็นสวรรค์ไร้สารพิษ กาแฟอินทรีย์ตาแจ่ม แห่งชุมชนคนอยู่ป่ายัง บ้านคลองเรือ” ของ วน วงศ์ศรีนาค ชาวบ้านแห่งบ้านคลองเรือ อ.ปากทรง อ.พะโต๊ะ จ.ชุมพร จนชนะรางวัลครัวเรือนเศรษฐกิจพอเพียง “ก้าวเกสรอินททรีย์ สู่วิถีที่พอเพียง” ระดับ อ.พะโต๊ะ ในปี 2551

วน หรือ พี่แจ่ม บอกว่า เดิมก็ใช้สารเคมีในการปลูกต้นกาแฟ มีเงินเท่าไรก็โหมใส่ปุ๋ยเพราะอยากได้ผลผลิตเยอะ แต่ทำไปก็มีแต่ขาดทุน กำไรไม่เคยเห็น เลยกลับมาคิดว่า ทำไมต้องเป็นหนี้ อยากหยุดความเป็นหนี้ไว้เพียงเท่านี้ และเริ่มเดินตามรอยพ่อหลวงในเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง บนพื้นที่ 20 ไร่ จึงกลายเป็นไร่สวนผสมผสานเกษตรอินทรีย์แบบประณีต มีพืชผักสมุนไพรเก็บกินโดยไม่ต้องซื้อกว่า 50 ชนิด มีเงินส่งบุตรสาว 3 คน เรียนหนังสือถึงขั้นปริญญาตรี ชีวิตพอเพียงมีความสุข


“รู้สึกดีที่ไม่มีหนี้เพิ่ม หนี้เก่าก็ค่อยๆ ทยอยใช้ไปไม่นานก็คงหมด เพราะรายจ่ายไม่เยอะเท่า แต่ก่อนเราอยู่แบบพอเพียงใช้แรงงานตัวเองมากหน่อย พึ่งเทคโนโลยีน้อยหน่อย ชีวิตก็ดำรงอยู่ได้ไม่ต้องเสียค่างวดอะไร น้ำก็ใช้ฟรีจากน้ำตก ลำธาร ไฟฟ้าไม่มีก็ไม่จำเป็นต้องใช้ กาแฟให้ผลผลิตน้อยลงก็ไม่เดือดร้อน มีเท่าไรก็ขายเท่านั้นแถมบางส่วนยังคั่วเก็บไว้กินเอง เก็บไว้ชงให้คนที่มาพักนอนโฮมสเตย์ ซึ่งทุกคนก็ชื่นชอบบรรยากาศแบบนี้ ตัวผมเองกับครอบครัวก็มีความสุข ไม่ทุกข์อีกแล้ว”


ชุมชนใดที่สนใจเข้าร่วมโครงการชุมชนพอเพียง ติดตามข่าวสารเพิ่มเติมได้โทร. 0-2629-9226 หรือ www.chumchon.go.th.