สร้างโรงไฟฟ้าถ่านหินเพื่อใคร...?
ความจริงที่ปรากฏ • นาคราช ชายทะเล
การสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและเป็นตัวการสร้างภาวะโลกร้อนที่กลายเป็นปัญหาถูกต่อต้านจากชาว จ.ประจวบคีรีขันธ์ มานานหลายปี ซึ่งที่ผ่านมารัฐบาลพยายามที่จะสร้างโรงไฟฟ้าดังกล่าวขึ้นมาถึง 3 แห่ง คือ บ้านบ่อนอก อ.เมือง อ.ทับสะแก และบ้านกรูด อ.บางสะพาน
เมื่อหลายปีที่ผ่านมา ชาวประจวบฯ ได้สร้างตำนานการต่อสู้อันยิ่งใหญ่เพื่อรักษาสิ่งแวดล้อมซึ่งถือว่าเป็นประวัติศาสตร์อันใหญ่หลวงที่ชาวบ้านได้ชัยชนะ แต่ต้องแลกด้วยชีวิตของนักต่อสู้เพื่อสิ่งแวดล้อมตัวจริง อย่าง เจริญ วัดอักษร ที่ต้องจบชีวิตลงกลางสี่แยกบ่อนอก ด้วยกระสุนปืนจากฝีมือของกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่สูญเสียผลประโยชน์เรื่องนี้มันน่าจะเป็นบทเรียนที่ดีแก่รัฐบาล และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ ที่ตั้งหน้าตั้งตาวาดฝัน เอาแต่จะมุ่งหน้าสร้างโรงไฟฟ้าอย่างเดียว โดยไม่คิดจะทำอย่างอื่น
โดยอ้างว่า ประเทศไทยกำลังขาดพลังงานไฟฟ้า จะมีไฟฟ้าไม่พอใช้ จึงจำเป็นต้องสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน อันเป็นที่มาของการที่รัฐ และกลุ่มนายทุนออกมาประกาศจะสร้างที่ จ.สระบุรี ต่อมาก็ที่ จ.ระยอง จ.สมุทรสงคราม และอีกหลายแห่งราวกับจะผุดโรงไฟฟ้าให้มีทุกจังหวัด
โดยเฉพาะจังหวัดในแถบชายทะเล จนชาวบ้านต้องออกมาลุกฮือ เดินขบวนต่อต้าน ถึงขั้นเริ่มใช้ความรุนแรงปิดถนนประท้วง จนเป็นที่ฉาวโฉ่ไปทั่วโลก ในขณะเดียวกัน ทั่วโลกกำลังรณรงค์ลดภาวะโลกร้อน ลดการใช้พลังงานความร้อน โดยเฉพาะถ่านหิน ที่เป็นตัวอันตราย ตัวสร้างมลพิษและสร้างภาวะโลกร้อนเป็นอันดับหนึ่ง
ขณะที่นานาประเทศได้พยายามผลักดันการเลิกใช้พลังงานถ่านหินให้หมดไป หรือออกไปจากประเทศ แต่ที่ประเทศไทยเราเองกลับมาแปลกประกาศ และรณรงค์ให้ช่วยกันลดภาวะโลกร้อนเช่นกัน แต่อีกหน้าหนึ่งกลับตั้งหน้าตั้งตาผลักดันสร้างโรงไฟฟ้าที่ใช้ถ่านหินเป็นพลังงาน และสร้างโรงถลุงเหล็กที่ใช้พลังงานถ่านหิน
นอกจากนี้ ล่าสุดพบว่า โรงงานผลิตสับปะรดกระป๋องหลายแห่งใน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ได้แอบเปลี่ยนเชื้อเพลิงจากที่เคยใช้น้ำมันเตา หันมาใช้ถ่านหินที่นำเข้ามาจากประเทศพม่า ซึ่งถ่านหินดังกล่าวมีคุณภาพต่ำ เพราะมีค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ตลอดจนฝุ่นเถ้าสูง อันเป็นอันตรายต่อสุขภาพของคนในชุมชน
เรื่องแบบนี้ไม่ทราบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปทะอะไรกันอยู่ ถึงได้ไม่มีการตรวจสอบว่า การเปลี่ยนพลังงานเชื้อเพลิงจากน้ำมันเตามาใช้ถ่านหินนั้น มีขบวนการจัดการกับมลพิษที่เกิดจากค่าซัลเฟอร์ไดออกไซด์ และฝุ่นละอองที่เกิดจากถ่านหินอย่างไรบ้าง นี่คือสิ่งที่ถูกปล่อยปละละเลยและกำลังจะเป็นปัญหาต่อสุขภาพของชาวชุมชนในอนาคต
แต่สิ่งที่จะต้องตั้งคำถามต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ และรัฐบาล หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ก็คือ ทุกวันนี้เราจะมาตั้งหน้าตั้งตา นั่ง นอน ยืน หรือเดินแหกปากร้องตะโกนกันโวย ๆ ไปทำไม่ว่า ให้ช่วยกันลดภาวะโลกร้อน ด้วยการลดใช้พลังงาน ช่วยกันปลูกป่า หรือทำโน่น ทำนี่ อย่างนั้น อย่างนี้ ซึ่งดูแล้วโดยเฉพาะรัฐบาล และการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ มันตรงกันข้ามแบบปากพูดอย่างแต่ทำอีกอย่างหนึ่ง เช่น การให้สร้างโรงไฟฟ้าพลังงานถ่านหิน อนุมัติให้สร้างโรงถลุงเหล็ก และอีกหลาย ๆ โครงการที่ล้วนแล้วแต่เป็นตัวการสร้างภาวะโลกร้อนทั้งสิ้น เอาแค่โรงไฟฟ้าถ่านหิน ที่เอาแต่อ้างอิงอย่างเดียวว่า ถ้าไม่สร้างต่อไปจะมีไฟฟ้าพอใช้ จะขาดพลังงานไฟฟ้า
ตรงนี้ต้องถามว่า คนเป็นรัฐมนตรี เป็นนักบริหารจัดการประเทศ หรือใครที่เป็นคนบริการจัดการไฟฟ้า และพลังงานของประเทศ เขาคิดกันได้เพียงเท่านี้หรือครับ?....ทำไมคิดอย่างอื่นไม่เป็นหรืออย่างไร...เช่น การจัดตั้งโรงงานผลิตแผงโซลาร์เซลล์เพื่อเปลี่ยนพลังงานแสงอาทิตย์มาเป็นพลังงานไฟฟ้าอันเป็นพลังงานสะอาด ใช้พลังงานแสงอาทิตย์ที่เป็นวิกฤตของโลกอยู่ในขณะนี้ให้เป็นโอกาส....ตรงนี้ต้องฝากเป็นการบ้านว่า หลังคาบ้านทุกหลังในประเทศไทยยังมีพื้นที่ว่างอีกมากมายมหาศาลที่ไม่ได้ใช้อะไรเพราะบนหลังคาบ้านที่ใช้กันแดด กันฝนของอาคารบ้านเรือนแต่ละหลังในตอนนี้ มีเพียงจานรับสัญญาณดาวเทียมเพื่อดูทีวีติดอยู่เท่านั้น....
แต่ถ้าเอาแผงโซลาร์เซลล์ขึ้นไปติดตั้ง และบ้านแต่ละหลังใช้ไฟฟ้าจากพลังงานที่ได้จากแสงอาทิตย์กันทุกครัวเรือน หรือแม้แต่โรงงานทั่วประเทศ หรือเอาแค่ครึ่งประเทศ อะไรจะเกิดขึ้นถ้าไม่ใช่การใช้ไฟฟ้าที่ผลิตจากโรงไฟฟ้าในปัจจุบันจะลดลงอย่างมหาศาล....
รีบคิดใหม่ ทำใหม่ เสียแต่วันนี้เถอะครับ อย่ามัวแต่คิดแสวงหาผลประโยชน์ เพิ่มความร่ำรวยใส่ตน และพวกพ้องอยู่เลย เดี๋ยวเงินมันจะล้มทับตายซะก่อนที่โลกจะวิกฤตถึงขั้นแตกสลาย
หนังสือพิมพ์โพสต์ทูเดย์ ฉบับประจำวันพุธที่ 17 ตุลาคม พ.ศ.2550 หน้า A12
| | |
|